โดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน /ลูกศิษย์บันทึก ๓ /๙๔-๙๖
- หน้าร้อนปี ๒๕๑๗ หลวงพ่อส่งท่าน อ๋อย (ภรรยา พล.อ.ท. ม.ร.ว.เสริม สุขสวัสดิ์)ซึ่งเป็นแม่งานของหลวงพ่อ ให้จัดรถทัวร์หลายคัน พร้อมลูก-หลานของท่าน ขึ้นไปกราบพระสุปฏิปันโนที่ภาคเหนือหลายครั้ง แต่ที่ผมเขียนนี้ เป็นครั้งแรกหรือครั้งที่ ๒ ผมจำไม่ได้การไปแต่ละครั้ง หลวงพ่อเหนื่อยมากๆ เพราะเกือบไม่มีเวลาพักเลย ผมในฐานะแพทย์ประจำองค์ท่าน (ท่านอ๋อยขออนุญาตหลวงพ่อแต่งตั้ง) แต่ผู้เดียว จึงต้องอยู่ใกล้ชิดท่านเกือบตลอดเวลา จึงทราบเรื่องดีต้องฉีดยาบำรุงให้ท่านเกือบทุกวัน หากท่านมีเวลาว่างนานหน่อย ก็ให้น้ำเกลือ และทั้งๆ ที่กำลังให้น้ำเกลืออยู่นี้ ท่านก็ต้องรับแขกไปด้วยเพราะมีบรรดาพุทธบริษัททางจังหวัดเชียงใหม่ที่ศรัทธาในท่าน มารอกราบและทำบุญกับท่านจำนวนมากสถานที่พักก็ใช้บ้านของ ดร.ปริญญา นุตาลัย ซึ่งขณะนั้นเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และบ้านเพื่อนๆ อาจารย์ของท่านเป็นที่พัก (อยู่ในเขตรั้วของมหาวิทยาลัย) ส่วนคณะใหญ่ก็อาศัยวัดในเมืองเป็นที่พัก
- ในการไปครั้งนี้ ผมสังเกตุว่า หลวงพ่อท่านไอมากผิดปกติได้ถวายยาแก้ไอกับท่านก็ระงับได้ชั่วคราว เพราะหลอดลมท่านอักเสบมาก จากการที่ท่านต้องใช้เสียงพูดเกือบทั้งวัน ส่วนใหญ่จะออกตั้งแต่ ๗.๐๐น. เป็นอย่างช้า กลับมาก็ประมาณ ๑๘.๐๐ น. หรือกว่านั้น ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามกำหนดการที่วางไว้อากาศก็ร้อน ถนนก็ไม่ค่อยดี ระยะทางก็ไม่ใกล้ ต้องทำเวลาให้ทันตามจุดที่กำหนดไว้ ท่านเหนื่อยมากจะห้ามท่านไม่ให้พูด ก็ไม่ได้ ความทุกข์จึงตกอยู่กับหมอ (ทั้งทุกข์กาย ทุกข์ใจ) ส่วนหลวงพ่อทุกข์แต่กายใจท่านเลิกทุกข์มานานแล้ว มันต่างกันตรงนี้ ทั้งๆ ที่ท่านไข้ขึ้นสูง ไอมากแต่ใบหน้าท่านยังยิ้มแย้มเป็นปกติ และพูดเกือบตลอดเวลา ที่พาลูก-หลานไปกราบพระสุปฏิปันโน ตามวัดต่างๆ ซึ่งอยู่ห่างกันมากแต่ละวัด ขันธ์ ๕ ของท่านทนมาได้จนถึงวันสุดท้าย ท่านพาลูก-หลานให้ได้บุญครบตามที่ท่านกำหนดไว้ และรถทัวร์เหล่านั้น ก็มุ่งกลับ กทม.หมด คงเหลืออยู่ประมาณ ๑๐ คน ที่จะเดินทางขึ้นไปเชียงรายในวันรุ่งขึ้น เพื่อให้หลวงพ่อท่านได้พักผ่อนสัก ๒-๓ วัน
- ในตอนเย็นวันนั้นเอง คงประมาณ ๑๘.๓๐ น. ผมกำลังคุยอยู่กับ ดร.ปริญญา และเพื่อนๆ ชั้นล่างเห็นพี่นนทาวิ่งลงมาจากชั้นบน ตรงมาจับข้อมือผมแล้วดึงขึ้น จนตัวผมลอยตามมือพี่นนทาพร้อมกับร้องอย่างตกใจว่า หมอ เร็วเข้า หลวงพ่อกำลังแย่แล้ว...พี่นนทาลากผมลอยขึ้นบันไดไปอย่างอัศจรรย์ จำไม่ได้ว่าเท้าของผมติดพื้นหรือเปล่าไม่ทราบ เพราะพี่นนทาท่านมีกำลังภายในมากเหลือเกิน สุดที่ผมจะขัดขืนท่านได้ มารู้สึกตัวและได้สติก็ตอนเห็นหลวงพ่อกำลังอาเจียนอย่างหนัก ผมเห็นอาเจียนที่ท่าน ทั้งไอและอาเจียนออกมาเป็นหนองล้วนๆ เกือบ ๒ กระโถนผมเองตั้งแต่จบแพทย์มาเกือบ ๒๐ ปีแล้ว ยังไม่เคยพบคนไข้มีอาการหนักขนาดนี้ ขอรับตามตรงว่าตกใจมากในขณะนั้น ทำอะไรเกือบไม่ถูก สิ่งแรกก็คือ ตรวจหัวใจ ปอด และความดันโลหิตของท่านก่อนท่านเองคงทราบว่า หมอนั้นเกือบช็อคแล้ว ท่านก็ยิ้มเหมือนปกติ และพูดกับผมว่า หมอหัวใจเต้นกี่ครั้ง ผมก็ตอบว่า ๘๐ ครั้งต่อนาทีครับ ท่านก็ตอบว่า ถูก ท่านถามผมต่อไปอีกว่า แล้วความดันโลหิตล่ะเท่าใด ผมก็ตอบท่านว่า ๑๒๐ กับ ๘๐ ครับ ท่านก็บอกว่า ถูกอีก และเสริมต่อว่า หากหมอไม่ตอบตามนี้ หมอก็โกหกเพราะท่านโกมารภัจท่านก็บอกว่าเท่านี้เหมือนกัน พอผมได้ยินชื่อท่านหมอโกมารภัจเท่านั้นผมก็หายจากอาการช็อคโดยสิ้นเชิง เพราะผมไม่ได้อยู่คนเดียว หากมีหมอชั้นยอดของโลกอยู่กับผมด้วยผมรีบเปิดกระเป๋าหยิบยา หลอดยาขึ้นมาอธิฐานถามพระพุทธเจ้า และท่านหมอโกมารภัจว่าจะใช้ได้ไหม ท่านก็ตอบว่า ได้ ...ผมรีบฉีดให้หลวงพ่อทันที แลวจับยาแก้หลอดลมอักเสบ ขึ้นอธิฐานอีก ท่านก็บอกว่าใช้ได้ผมก็จัดถวายท่านไปพอหลวงพ่อรับยาที่ผมจัดให้ ท่านก็พูดว่า หมอไม่ต้องเป็นห่วง ๒ วันก็หาย ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น
- พอรุ่งขึ้นคณะหลวงพ่อก็เดินทางไป จ. เชียงราย พักที่วัดเม็งรายซึ่งอยู่บนยอดเขาไม่สูงและอยู่ในตัวเมืองเชียงราย ที่พักและอากาศดีมาก หลวงพ่อท่านก็แจ่มใส และหายเป็นปกติตามที่ท่านบอกไว้ สำหรับผมขอเล่าความในใจ ซึ่งเก็บไว้กว่า ๑๐ ปี ดังนี้
- ผมเองไม่ได้คิดจะเดินทางร่วมไปกับหลวงพ่อด้วยที่เชียงราย ได้วางแผนจะขอแยกกับท่านในตอนเช้า โดยส่งท่านกับคณะไปเชียงราย ส่วนผมขออยู่ที่เชียงใหม่ต่อ เพราะได้นัดภรรยา และบุตรสาวอายุ ๖ ปี (ในขณะนั้น) ขึ้นมาพบที่เชียงใหม่ และอยู่เที่ยวเชียงใหม่อีก ๒-๓ วัน ตอนนั้น คิดมากจริงๆ ระหว่างหลวงพ่อกับลูก-เมีย แต่โชคดีที่คิดถูกเลือกเอาหลวงพ่อก่อน เพราะทิ้งท่านไม่ได้ แม้ท่านจะพูดว่าไม่เป็นไรอีก ๒ วันก็หายให้ผมฟังก็ตาม เรื่องนัดลูกเมียไว้นี้ ผมไม่ได้เรียนให้หลวงพ่อทราบ แต่ผมก็ทราบว่าท่านรู้ โดยไม่ต้องบอก มันเป็นการทดสอบอารมณ์ของผมไปในตัว......
ศ.ธรรมทัสสี
วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552
หลวงพ่อช่วยรักษาโรค ที่เป็นมาแล้วหลายสิบปี
โดย คุณชาญชัย เอี่ยมหนู /ลูกศิษย์บันทึก ๓ /๖๐๗
- รายนี้ ก็เป็นเพื่อนภรรยาของข้าพเจ้าอีกคนหนึ่ง ชื่อประทีป ปัจจุบันขายอาหารอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่งย่านแพรกษา ปากน้ำ เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อวันที่ ๒๙ ธ้นวาคม ๒๕๓๓ ก่อนขึ้นปี ๓๔ หลวงพ่อได้ทำพิธีปลุกเสกพระคำข้าวมหาลาภ ที่วิหาร ๑๐๐ เมตร ข้าพเจ้าได้ไปในงานนั้นภรรยาของข้าพเจ้าได้ชวนคุณประทีปไปด้วย โดยไปกับรถที่คุณสุจิตต์ ย่านบางหัวเสือ พอไปถึงได้เวลาที่หลวงพ่อปลุกเสก ทุกคนก็เข้าไปนั่งในวิหารแก้ว คุณประทีปก็เข้าไปนั่งด้วย พอหลวงพ่อทำพิธีไปได้สักประมาณ ๑๐ นาที คุณประทีปบอกว่า มีความรู้สึกว่า มีตะขาบตัวใหญ่ตัวหนึ่งคลานอยู่ในเสื้อ คลานต้วมเตี้นมจากบริเวณกระเบนเหน็บ รู้สึกว่าตัวใหญ่มากกำลังจะคลาน ขึ้นมาที่หัวไหล่
- คุณประทีปบอกว่า เมื่อก่อน ตอนที่ป็นสาวยังไม่ได้แต่งงาน ได้มีคนแก่คนหนึ่งได้ทำคุณไสยโดยใช้น้ำมันป้ายที่ตัวเขา เพื่อจะให้คุณประทีปรักกับหลานชายของเขา คุณประทีปก็ไม่ยอม และพ่อแม่ของคุณประทีปก็ได้หาหมอทำคุณไสยเอาออก แต่หมอคนนั้นก็บอกว่า ให้ไปหาหมอพระ เอาออกอีกที สำหรับตัวเขานั้นเอาออกให้ไม่หมดเพราะเป็นฆราวาส แต่พ่อแม่คุณประทีปก้ไม่ได้ทำซ้ำ...เพราะหลังจากนั้นก็ไม่ค่อยมีอาการอะไร จนมามีครอบครัว มีลูกหลายสิบปี จนลูกเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วเกือบจะลืมไปแล้วด้วย
- คุณประทีปเล่าให้ฟังว่า "พอรู้สึกว่า มีตะขาบคลานอยู่ในเสื้ออย่างนั้น ก็นึกรู้ทันทีว่า ของที่ยังอยู่ในตัวเริ่มออกฤทธิ์" ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงคำที่ข้าพเจ้าและภรรยา เคยเล่าให้ฟังถึงเรื่องของหลวงพ่อ ว่าหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อมีฤทธิ์ เคยได้ประสบมามากมาย คุณประทีปซึ่งนั่งประนมมืออยู่แล้ว ก็ยกมือขึ้นบอกว่า "สาธุ เขาลือกันว่าหลวงพ่อวัดท่าซุงศักดิ์สิทธิ์ เจ้าประคุ้ณ ถ้าหลวงพ่อศักดิ์จริงขอให้หลวงพ่อช่วยรักษาให้ลูกด้วย ช่วยเอาตะขาบออกให้ลูกด้วยเถิดเจ้าข้า" คุณประทีปบอกว่าพอสิ้นคำอธิษฐาน ก็มีมือๆ หนึ่งจับตะขาบที่กำลังคลานขึ้นมาเกือบถึงหัวไหล่อยู่แล้วมีความรู้สึกว่าจับแรงมาก จนตัวเขาเอียงไปข้างหน้า และพอมีมือมาจับตะขาบแล้ว ตะขาบที่คลานนั้นก็หายไป และรู้สึกว่าตัวโปร่ง สบาย และรู้สึกขนลุกซู่ซ่าด้วยความปิติ หลังจากนั้น รู้สึกว่า คุณประทีปเคารพศรัทธา ต่อหลวงพ่อมาก จนทุกวันนี้...สาธุ
- รายนี้ ก็เป็นเพื่อนภรรยาของข้าพเจ้าอีกคนหนึ่ง ชื่อประทีป ปัจจุบันขายอาหารอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่งย่านแพรกษา ปากน้ำ เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อวันที่ ๒๙ ธ้นวาคม ๒๕๓๓ ก่อนขึ้นปี ๓๔ หลวงพ่อได้ทำพิธีปลุกเสกพระคำข้าวมหาลาภ ที่วิหาร ๑๐๐ เมตร ข้าพเจ้าได้ไปในงานนั้นภรรยาของข้าพเจ้าได้ชวนคุณประทีปไปด้วย โดยไปกับรถที่คุณสุจิตต์ ย่านบางหัวเสือ พอไปถึงได้เวลาที่หลวงพ่อปลุกเสก ทุกคนก็เข้าไปนั่งในวิหารแก้ว คุณประทีปก็เข้าไปนั่งด้วย พอหลวงพ่อทำพิธีไปได้สักประมาณ ๑๐ นาที คุณประทีปบอกว่า มีความรู้สึกว่า มีตะขาบตัวใหญ่ตัวหนึ่งคลานอยู่ในเสื้อ คลานต้วมเตี้นมจากบริเวณกระเบนเหน็บ รู้สึกว่าตัวใหญ่มากกำลังจะคลาน ขึ้นมาที่หัวไหล่
- คุณประทีปบอกว่า เมื่อก่อน ตอนที่ป็นสาวยังไม่ได้แต่งงาน ได้มีคนแก่คนหนึ่งได้ทำคุณไสยโดยใช้น้ำมันป้ายที่ตัวเขา เพื่อจะให้คุณประทีปรักกับหลานชายของเขา คุณประทีปก็ไม่ยอม และพ่อแม่ของคุณประทีปก็ได้หาหมอทำคุณไสยเอาออก แต่หมอคนนั้นก็บอกว่า ให้ไปหาหมอพระ เอาออกอีกที สำหรับตัวเขานั้นเอาออกให้ไม่หมดเพราะเป็นฆราวาส แต่พ่อแม่คุณประทีปก้ไม่ได้ทำซ้ำ...เพราะหลังจากนั้นก็ไม่ค่อยมีอาการอะไร จนมามีครอบครัว มีลูกหลายสิบปี จนลูกเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วเกือบจะลืมไปแล้วด้วย
- คุณประทีปเล่าให้ฟังว่า "พอรู้สึกว่า มีตะขาบคลานอยู่ในเสื้ออย่างนั้น ก็นึกรู้ทันทีว่า ของที่ยังอยู่ในตัวเริ่มออกฤทธิ์" ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงคำที่ข้าพเจ้าและภรรยา เคยเล่าให้ฟังถึงเรื่องของหลวงพ่อ ว่าหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อมีฤทธิ์ เคยได้ประสบมามากมาย คุณประทีปซึ่งนั่งประนมมืออยู่แล้ว ก็ยกมือขึ้นบอกว่า "สาธุ เขาลือกันว่าหลวงพ่อวัดท่าซุงศักดิ์สิทธิ์ เจ้าประคุ้ณ ถ้าหลวงพ่อศักดิ์จริงขอให้หลวงพ่อช่วยรักษาให้ลูกด้วย ช่วยเอาตะขาบออกให้ลูกด้วยเถิดเจ้าข้า" คุณประทีปบอกว่าพอสิ้นคำอธิษฐาน ก็มีมือๆ หนึ่งจับตะขาบที่กำลังคลานขึ้นมาเกือบถึงหัวไหล่อยู่แล้วมีความรู้สึกว่าจับแรงมาก จนตัวเขาเอียงไปข้างหน้า และพอมีมือมาจับตะขาบแล้ว ตะขาบที่คลานนั้นก็หายไป และรู้สึกว่าตัวโปร่ง สบาย และรู้สึกขนลุกซู่ซ่าด้วยความปิติ หลังจากนั้น รู้สึกว่า คุณประทีปเคารพศรัทธา ต่อหลวงพ่อมาก จนทุกวันนี้...สาธุ
วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2552
พิธีสะเดาะเคราะห์ ยอดอุบายธรรมที่มีผลจริง
เรื่องพิธีสะเดาะเคราะห์ของวัดท่าซุง อาจมีบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ลูกศิษย์ หรือที่อ้างตัวเป็นศิษย์แต่ที่ยังไม่ตกผลึกในความคิด ความเชื่อ เข้าใจผิดหรือแกล้งเข้าใจผิด แล้วนำไปตำหนิโจมตีในทางเสียหาย กล่าวหาว่างมงายบ้าง มอมเมาบ้าง ไม่เป็นไปตามหลักกฏของกรรมบ้าง บางครั้งบรรดาลูกศิษย์หลวงพ่อเองก็ได้ยินได้ฟังอยู่ด้วย ทั้งๆ ที่ตนเองรู้และเข้าใจแบบสนิทเลย...แต่เวลาจะอธิบายให้เขาเข้าใจกลับเริ่มต้นไม่ถูก หรือจับต้นชนปลายไม่ถูก กลับยิ่งทำให้เขามองว่าเราเชื่อโดยปราศจากเหตุผลอีกต่างหาก และทำให้เสียโอกาสในการชี้แจงเป็นธรรมทาน
ดังนั้นถ้าเราแม่นยำในเรื่องนี้ และมีความสามารถในการนำเสนอที่ดี จะทำให้บุคคลเหล่านั้นเข้าใจ และตะแบงเถียงข้างๆ คูๆ ไม่ได้อีกต่อไป เพราะเป็นอุบายธรรมชั้นเลิศครบถ้วนทุกกระบวนธรรมจริงๆ และเข้าใจง่ายมากๆ...ที่สำคัญอีกอย่าง คือ การเรียบเรียงสาระถ้อยคำธรรมะให้เข้าใจง่ายๆ และครบถ้วนนี่น่าทึ่งจริงๆ ส่วนตัวตั้งแต่เกิดมาเจอครูบาอาจารย์หลากหลายมาค่อนชีวิต แต่ไม่เคยเจอะท่านใดที่มีอุบายธรรมง่ายและแยบยลสนิทธรรมอย่างนี้ (มีเทปฟัง และในงานทางวัดจะเปิดเทปหลวงพ่อตามนี้)
------------------------------------------
พิธีสะเดาะเคราะห์ วัดท่าซุง
(โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน คัดจากหนังสือสมบัติพ่อให้เล่ม ๑ หน้า ๒๔๓ -๒๔๘)
คำว่า เคราะห์กรรม เป็นวิธีเรียกของพรหมณ์ ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า กฏของกรรม คณาจารย์ต่างๆ เรียกไม่เหมือนกันแต่ผลมันเหมือนกัน นั่นคือ ความทุกข์ ถ้าอยากทราบว่า ความทุกข์มาจากไหน ก็จะเล่าให้ฟัง
ประการแรก การป่วยไข้ไม่สบายทางร่างกาย มาจากกรรมปาณาติบาต การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
ประการที่ ๒ ความทุกข์เกิดจากไฟไหม้บ้าง ขโมยปล้น ขโมยจี้ ลมพัดให้บ้านพัง น้ำท่วม มาจากโทษอทินนาทาน การลักขโมยของเขาจากชาติก่อน
ประการที่ ๓ เคราะห์กรรมที่ทำให้คนใต้บังคับบัญชาดื้อด้าน ว่ายากสอนยากไม่เชื่อฟัง มาจากโทษกาเมสุมิจฉาจาร เจ้าชู้จัดในชาติก่อน
ประการที่ ๔ เราพูดดีแต่คนอื่นไม่ชอบฟัง ไม่เชื่อฟัง มาจากโทษมุสาวาทจากชาติก่อน
ประการที่ ๕ การเป็นโรคปวดหัวบ่อยๆ หรือโรคประสาทก็ดี เป็นบ้าก็ดี เป็นโทษมาจากกฏของกรรม คือ ดื่มสุราเมรัย ในชาติก่อน อันนี้เป็นหลักหยาบๆ หลักใหญ่นะ
อย่างคนตาบอด ในสมัยชาติก่อน เขาทำบุญเห็นแล้ว แกล้งทำเป็นไม่เห็น
อย่างคนหูหนวก เขาทำบุญสุนทาน เขาฟังเทศน์ฟังธรรมกันแกล้งส่งเสียงกลบ เขาฟังเทศน์ฟังธรรม เขาคุยกันด้วยความเคารพในธรรม เราแกล้งส่งเสียงกลบ เกิดเป็นคนหูหนวก ๕๐๐ ชาติอย่างนี้เป็นต้น
ก็รวมความว่า ขึ้นชื่อว่า เคราะห์กรรม คือ กฏของกรรมเก่าของเราในชาติก่อน คนทุกคนที่เกิดมานี้ที่ไม่มีกรรมเก่า ที่กรรมไม่ดี ไม่มีนะ ไม่เคยทำบาปนี้ไม่มี...(เนื้อหาซ้ำกันกับข้างต้นจึงขอข้ามไป)...
ทีนี้คำว่า สะเดาะเคราะห์ หมายความว่า ทำให้เคราะห์หมด คำว่า สะเดาะเคราะห์ไม่มีศัพย์ในทางพระพุทธศาสนา เป็นศัพย์ของคณาจารย์ต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนาไม่มี ในเมื่อไม่มี ทำไมวัดท่าซุงจีงบอกว่า สะเดาะเคราะห์ ก็เลยบอกว่าพูดตามเขา ทีนี้การทำคราวนี้ไม่ใช่สะเดาะเคราะห์ เป็นการสร้างความดี ความโชคดีให้เกิดขึ้น คือ หมายความว่าทำบุญให้มีกำลังสูง
คำว่า เคราะห์ คือ บาป เราล้างไม่ได้ แต่ถ้าหากว่าทำความดีให้มีกำลังสูงกว่า คำว่า เคราะห์จะเปรียบเทียบให้ฟัง เหมือนกับคนยืนอยู่กลางแดดจัดๆ เวลานี้อยู่ในร่มมันก็ร้อน ถ้ายืนกลางแดดมันก็ร้อน ถ้าทำบุญน้อยๆ ก็เหมือนกับมีร่มเล็กๆ ไปกางบังอยู่มันก็เย็นไปหน่อยหนึ่ง ทำบุญที่มีอานิสงส์มากๆ ก็เหมือนกับมีคนเอาน้ำไปราดให้ ก็มีความเย็น ถ้าทำ บุญที่มีกำลังสูงใหญ่อย่างเราเจริญกรรมฐาน เหมือนกับเราแช่ในอ่างน้ำ ถึงเราจะอยู่กลางแจ้ง กลางแดด ความร้อนมันก็น้อยไป ข้อนี้ฉันใด การสะเดาะเคราะห์ก็เหมือนกัน การสะเดาะเคราะห์ไม่ได้ทำให้หมดไป
ตัวอย่าง : ในสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ ในครั้งหนึ่งองค์สมเด็จพระบรมครูทางเทศน์เรื่อง กายคตานุสสติกรรมฐาน กับ อสุภกรรมฐาน สองอย่าง คำว่า กายคตานุสสติกรรมฐาน หมายถึงการพิจารณาร่างกายของตนเอง ...อสุภกรรมฐาน ให้เห็นว่าร่างกายทุกคนเต็มไปด้วยความสกปรกโสโครกทั้งหมด พระ ๖๐ องค์เศษๆ ฟังแล้วพิจารณาตามเกิดความสลดใจเห็นว่าร่างกายของคน มีความสกปรกมาก มีความเบื่อหน่าย หลังจากเทศน์จบองค์สมเด็จพระจอมไตร ทรงบอกว่า นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ฉันจะเข้าไปอยู่ในถ้ำ ๑๕ วัน ขณะที่อยู่ในถ้ำ ๑๕ วันห้ามมิให้คนอื่นเข้าพบ นอกจากพระที่ส่งอาหาร
บรรดาพระ ๖๐ องค์เศษๆ เหล่านั้น เมื่อฟังเทศน์จบก็พิจารณาร่างกายว่ามันสกปรก มีความรักเกียจร่างกายมาก ท่านเปรียบเทียบบอกว่า เหมือนหนุ่มสาวที่อาบน้ำใหม่ๆ แต่งตัวสวยๆ และมีคนเอางูเน่ามาคล้องคอ หรือเอาสุนัขเน่ามาแบกที่บ่าหรือใส่ที่บ่า มีความรังเกียจขนาดนั้น ในที่สุดก็ฆ่าตัวตายเองบ้าง จ้างคนอื่นฆ่าบ้าง พอครบ ๑๕ วันพระพุทธเจ้าก็ออกจากถ้ำ ก็มีพระถามว่า การที่พระองค์ทรงเทศน์ กายคตานุสสติ อสุภกรรมฐาน ทั้งสองอย่างทรงทราบหรือไม่ว่าพระ ๖๐ องค์เศษๆ จะฆ่าตัวตาย หรือจ้างคนอื่นฆ่าตัวตาย พระพุทธเจ้าบอกว่าทราบ ในเมื่อทรงทราบพระก็ถามว่า ทำไมจึงเทศน์ว่าเขาจะฆ่าตัวตาย พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่า ขึ้นชื่อ กฏของกรรม ไม่มีใครหนีพ้น จะเทศน์อย่างนั้นหรือไม่เทศน์ก็ตาม เขาก็ต้องฆ่าตัวตาย หรือจ้างคนอื่นฆ่าตัวตาย เพราะกฏของกรรมเดิม กรรมเดิมที่พระพวกนี้เคยเป็นพรานฆ่าเนื้อ ฆ่าสัตว์มาก่อน มันติดตามมาทัน เขาต้องตายแบบนั้น
ฉะนั้นก่อนจะตาย ตถาคตจึงเทศน์กายคตานุสสติกรรมฐาน อสุภกรรมฐานสองอย่างรวมกัน ให้เขาพิจารณาเบื่อในร่างกาย ในเมื่อเขาตาย เขาไปนิพพานไม่ดีกว่าหรือ
ทีนี้การทำคราวนี้ ก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ทำลายให้เคราะห์หมดไป การทำลายเคราะห์ คือ บาป ทำลายไม่ได้โยม แต่ว่าเราทำบุญให้มีกำลังสูงขึ้น อย่างญาติพุทธบริษัทที่มานั่งที่นี่ทุกคน ไม่ใช่มีแต่เคราะห์ โชคก็มี คือชาติก่อนมีทั้งความดีมีทั้งความชั่ว มีทั้งบุญและบาป ขณะใดที่มีการป่วยไข้ไม่สบาย นั่นคือผลของบาปเข้าสนอง แต่ว่าทุกคนมีทรัพย์สินอยู่ได้เพราะผลของทาน ทานการให้ในชาติก่อน ทำให้คนมีทรัพย์สิน แต่การมีทรัพย์สินทำไมจึงไม่เสมอกัน อย่างทานที่มีกำลังสูงสุดในด้านวัตถุก็คือ วิหารทาน เป็นทานที่มีกำลังสูงมาก ทานที่รองลงมาก็คือ สังฆทาน สังฆทานนี่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่เคยถวายสังฆทานแล้วครั้งหนึ่งในชีวิต ตายแล้วเกิดกี่ชาติก็ตาม ถ้ายังไม่เข้าพระนิพพานเพียงใด จะไม่พบกับความยากจนเข็ญใจ จะเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีทุกชาติ ทีนี้คนที่เขาเป็นเศรษฐมหาเศรษฐีเพราะว่า เขาเคยถวายสังฆทานในกาลก่อน อันนี้เป็นผลอันหนึ่งที่เราจะทำ เพื่อเป็นการหลีกเร้นกฏของกรรม คือ บาป บาปถึงแม้มันจะกลั่นแกล้งขนาดไหนก็ตาม แต่เรามีกำลังบุญสูง คือคล้ายๆ กับสุนัขไล่กัด ถ้าเราวิ่งเร็วมันก็กัดไม่ทัน ถึงกัดทันก็กัดไม่ถนัด
ประการที่สอง ต่อนี้ไปจะให้ญาติโยมทั้งหลายรับศีล การสมาทานศีลมีอานิสงส์ ๓ อย่างคือ
๑. สีเลนะ สุคะติง ยันติ คนที่มีศีลอยู่แล้ว เวลามีชีวิตอยู่ก็มีความเป็นปกติสุข ตายจากความเป็นคนก็ไปเกิดเป็นเทวดา เป็นนางฟ้ามีความสุข
๒. สีเลนะ โภคะสัมปะทา ในขณะที่มีชีวิตอยู่เรามีศีลบริสุทธิ์ ทรัพย์สินก็ไม่เปลืองก็มีการเป็นอยู่ดีในการครองทรัพย์สิน ตายไปก็ร่ำรวยมาก
๓. สีเลนะ นิพพุติง ยันติ คนที่รักษาศีลได้ดี จะไปนิพพานได้โดยง่าย
นี่คืออานิสงส์ของศีล หลังจากนั้นไปจะให้ญาติโยมพุทธบริษัท เจริญวิปัสสนา คือเจริญกรรมฐาน ใช้กำลังพุทธานุสติกรรมฐานเป็นกำลัง นี่เป็นบุญใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา บุญในพระพุทธศาสนามี ๓ ชั้น คือ ทาน ศีล ภาวนา ภาวนานี่เป็นบุญใหญ่ที่สุด จะให้ญาติโยมภาวนาว่า พุทโธ เป็นการนึกถึงพระพุทธเจ้า เวลาหายใจเข้านึกว่า พุท เวลาหายใจออกนึกว่า โธ ใช้เวลา ๑๐ นาที จงอย่านึกว่าแค่ ๑๐ นาที จะมีบุญน้อย ความจริงไม่ใช่น้อย มีกำลังมากเหลือเกิน การนึกถึงพระพุทธเจ้าอย่าง มัฏฐกุลฑลีเทพบุตร หรือ สุปติฏฐิตเทพบุตร ซึ่งเขาไม่เคยนับถือพระพุทธเจ้า เขานึกถึงท่านอยากให้ท่านมารักษาโรคให้หาย เพียงเท่านี้ไม่ได้เคารพอย่างเรา เขาตายจากความเป็นคนไปเกิดเป็นเทวดาบน สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก แต่นี่เรา เจริญพระกรรมฐาน นึกถึงพระพุทธเจ้าด้วยอารมณ์ของความเคารพจริงๆ อานิสงส์มากไปกว่านั้น ปรารถนานิพพานในชาตินี้ยังได้
หลังจากนั้นจะมีพระเจริญพระอภิธรรม สวดอภิธรรมมาติกา คำว่า มาติกา เขาสวดสำหรับคนตาย และพวกเราตายแล้วหรือยัง แต่ความจริงเขาไม่ได้สวดเพื่อคนตาย คนตายไม่ได้ฟัง เขาสวดให้คนที่ยังไม่ตายฟัง เพราะบทมาติกานี่อานิสงส์มากเพียงแค่รับฟังอย่างไม่รู้เรื่อง อย่างค้างคาว ๕๐๐ ตัว ฟังสวดอภิธรรมเพียงแค่เพลิดเพลิน ไม่ทราบผู้สวดเป็นพระ ไม่ทราบว่าธรรม ที่สวดเป็นธรรมะเพลินไป ผลที่สุดเท้าก็หลุดจากที่เกาะหล่นลงมาตายทั้ง ๕๐๐ ตัว หลังจากตายจากความเป็นค้างคาวแล้วไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก ในเมื่อพระพุทะเจ้าองค์นี้มาตรัส เขาเกิดเป็นลูกชาวประมง ในที่สุดเขาก็ฟังอภิธรรม เพียงแค่จบเดียวโดยย่อก็บรรลุพระอรหันต์ทั้งหมด นี่แค่สัตว์เดรัจฉานนะเขาไม่รู้เรื่อง ยังมีอานิสงส์อย่างนี้ ฟังแล้วชาติเดียวเกิดเป็นเทวดา และหลังจากนั้นมาก็เป็นพระอรหันต์
ท่านทั้งหลายฟังแล้วด้วยความเคารพ รู้ว่าท่านผูสวดเป็นพระ คำสวดเป็นธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน และฟังด้วยความตั้งใจจริงอย่างนี้ ถ้าปรารถนิพพานชาตินี้ยังได้ ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ไปเกิดเป็นเทวดานางฟ้าหรือพรหม เวลานั้นก็เจอะพระศรีอาริยเมตตรัย ฟังเทศน์จากพระศรอาริย์จบเดียวก็ป็นพระอรหันต์ นี่เป็นของไม่ยาก ง่ายๆ นะ ตั้งใจให้ดีนะหลังจากนั้นพิธีสะเดาะเคราะห์จะเกิดขึ้นนั่นคือว่าจะให้ พระบังสกุลตาย
ตอนที่ พระบังกุลตาย ขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ให้ตั้งใจคิดว่า เวลานี้ขอผลของความชั่วทั้งหมดบาปกรรมที่ทำมาแล้วจาก... (การละเมิดศีล ๕)...ที่ทำให้จิตใจเรามีความทุกข์ มีความเร่าร้อน ให้มันสลายตัวไป พร้อมกับคำบังสกุลตายของพระ
หลังจากนั้นพระจะ บังสกุลเป็น ตอนนั้นบรรดาพุทธบริษัท ก็ตั้งใจคิดว่า เวลานี้เราเกิดใหม่พร้อมความดี คือ
๑. ศีลที่เราสมาทานแล้ว
๒. สังฆทานที่เราทำแล้วมีอานิสงส์ใหญ่
๓. การภาวนาซึ่งเราทำแล้ว
๔. วันนี้บวชเณร ๘๕ องค์ บวชชีพราหมณ์ ๖๐ องค์เศษๆ คนทั้งหมดที่บวชเป็นนักเรียนโรงเรียนสุธรรมยานเถระวิทยา เป็นนักเรียนที่ได้สมาบัติ คือได้ฌานโลกีย์ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาบัติขั้นอภิญญา เขาสามารถไปเที่ยวสวรรค์ นรกได้ เพราะโรงเรียนนี้มีกฏบังคับ เด็กที่เข้าโรงเรียนนี้ ต้องเจริญกรรมฐานก่อน ต้องสอบกันก่อนว่าเที่ยวสวรรค์นรกได้หรือเปล่า ระลึกชาติได้หรือเปล่า ถ้าทำไม่ด้เข้าโรงเรียนนี้ไม่ได้ เมื่อเข้ามาได้แล้วก็มีการซักซ้อมทุกอาทิตย์ เป็นอันว่าเณรและชีพวกนี้เป็นผู้ทรงฌาน ผู้ทรงฌาน พระโสบันเรียกว่า เป็นผู้ปฏิบัติตนเพื่อพระโสดาปัตติมรรค ทำบุญมีอานิสงส์มาก
-----------------------------------------
ฉะนั้นบรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าต้องการทำบุญให้มากขึ้น เวลาเลิกแล้วก็เอาสตางค์มาใส่ขัน ตั้งใจบวชเณรบวชชี มากก็ได้น้อยก็ได้ ๕ สตางค์ก็ได้ ๑๐ สตางค์ก็ได้ สลึงก็ได้ บาทก็ได้ตามชอบใจ ตามที่จะพึงทำได้ ให้ตั้งใจคิดว่า เวลานี้เราบวเณรบวชชี
สำหรับการบวชเณรนี่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ถ้าพ่อแม่ของเณร ถ้าลูกบวชหนึ่งองค์ เขาจะมีอานิสงส์เกิดเป็นเทวดานางฟ้า หรือเป็นพรหมได้คนละ ๑๕ กัป ลูกชายได้ ๓๐ กัป ญาติโยมที่ไม่ใช่พ่อแม่ของเณรจะได้อานิสงส์คนละ ๔ กัป ทีนี้มัน ๘๕ องค์นี่ เอา ๔ คูณ ๘๕ เข้าได้เท่าไหร่ ก็รวมความว่าก็ได้ ๓๐๐ กัปกว่า ถ้าเราตายจากชาตินี้เป็นเทวดาหรือพรหมก็สามารถเป็นเทวดาหรือพรหม อยู่ได้ถึง ๓๔๐ กัป ในเมื่อท่านทั้งหลายมีบุญขนาดนี้ก็อยู่ไม่ถึง ๓๐๐ กัป ไปนิพพานแน่ ก็เป็นอันว่ามีความดีใหญ่
(ต่อจากนั้นหลวงพ่อนำบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทสมาทานศีล ๕ จบแล้ว สมาทานพระกรรมฐานแล้วให้ภาวนาพุทโธ ๑๐ นาที)
(ต่อจากนั้นพระเริ่มสวดอภิธรรมมาติกา)
(สวดจบหลวงพ่ออธิบายต่ออีกว่า)
อันดับต่อนี้ไปบรรดาญาติโยมทั้งหลายฟังอภิธรรมแล้ว เป็นมหากุศลใหญ่ที่กล่าวมาแล้วนี้ ต่อไปนี้ก็เป็นการสะเดาะเคราะห์ พระจะบังสกุลตาย ขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายคิดว่า ขึ้นชื่อว่าอกุศลกรรมที่ทำมาแล้วในชาติก่อน (ช่วงนี้หลวงพ่อพูดถึงศีล ๕) อกุศลทั้งหลายเหล่านี้ที่ให้ผลกับเราในชาตินี้ก็ตาม ขอบุญบารมีของเราที่มีแล้วในวันนี้เป็นมหาศาล จงทำลายอกุศลกรรมทั้งหลายให้พินาศสลายไปพร้อมกับคำว่ บังสกุลตายของพระ หมายความว่า ให้เคราะห์กรรมต่างๆ มันตายไปกับคำบังสกุลตายของพระ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปนะ ตั้งใจตามนั้นนะ
(พระสงฆ์บังสกุลตาย) อนิจจัง วะตะ สังขารา อุปปาทะวะยะธัมมิโน... อุปปัชชิตวา นิรุชฌันติ เตสัง วูปะสะโม สุโขฯ (หลวงพ่ออธิบายต่ออีกว่า)
ขอให้เคราะห์กรรมต่างๆ ของญาติโยมทั้งหลาย จงสลายตัวไป ต่อไปนี้จะ บังสกุลเป็น ขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทจงคิดว่า เวลานี้เราเกิดใหม่พร้อมกับความดี คือ เป็นผู้มีศีล เราสมาทานศีลแล้ว อานิสงส์ศีลจะปรากฏกับเรา
ประการที่ ๒ เราถวาย สังฆทาน นี่เป็นมหากุศลใหญ่ ชาตินี้ก็มีความคล่องตัวในความเป็นอยู่ ในการบริโภคทรัพย์ ชาติต่อไปจะเป็นมหาเศรษฐีทุกชาติจนกว่า จะเข้าพระนิพพาน
และประการที่ ๓ เราได้มีการ บวชเณร บวชเณรมีอานิสงส์มาก จะเป็นเทวดานางฟ้าอยู่ได้นาน
ประการที่ ๔ เรา เจริญพระกรรมฐาน พระกรรมฐานนี่เป็นปัจจัยเข้าถึงพระนิพพานโดยตรง จะเป็นเหตุให้พุทธบริษัทพ้นจากความทุกข์ คือไปนิพพานได้
ประการที่ ๕ ฟังอภิธรรม อภิธรรมจัว่าเป็นอานิสงส์ให้เกิดปัญญา ถ้าบังเอิญจะเกิดชาติหน้า เป็นคนร่ำรวย เป็นคนมีอายุยืนนาน มีความสวยก็ตาม ถ้าไร้ปัญญาก็ไร้ประโยชน์ ฉะนั้นการฟังอภิธรรมจึงเกิดประโยชน์กับบรรดาพุทธบริษัทในด้าน ปัญญา
ฉะนั้นขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า จงคิดว่าผลบุญทั้งหมดตามที่กล่าวมาแล้วนี้คือ
๑. ศีล ๒. สังฆทาน ๓. บวชเณร ๔. เจริญกรรมฐาน ๕. ฟังอภิธรรม จงดลบันดาลให้ข้าพเจ้าเป็นผู้เกิดขึ้นพร้อมกับความดีอันนี้ มีแต่ความสุขตลอดไป ตลอดชีวิต ถ้าตายจากชาตินี้เมื่อไรขอไปนิพพานทันทีทันใดนะ ต่อนี้ พระจะบังสกุลเป็น
อะจิรัง วะตะยัง ปพฐะวิง อะเสสสะติ
ฉุฑโฑ อะเปตะวิญญาโณ นิรัตถังวะ กะริงคะรังฯ
ต่อนี้ไปขอญาติโยมทั้งหมด รับพรจากพระสงฆ์นะ อธิษฐานตามชอบใจ
(พระสงฆ์ให้พร)
หลังจากนี้หลวงพ่อก็ให้พระประพรมน้ำพุทธมนต์ให้ เป็นเสร็จพิธี
จากเว็บ ศ.ธรรมทัสสี
ดังนั้นถ้าเราแม่นยำในเรื่องนี้ และมีความสามารถในการนำเสนอที่ดี จะทำให้บุคคลเหล่านั้นเข้าใจ และตะแบงเถียงข้างๆ คูๆ ไม่ได้อีกต่อไป เพราะเป็นอุบายธรรมชั้นเลิศครบถ้วนทุกกระบวนธรรมจริงๆ และเข้าใจง่ายมากๆ...ที่สำคัญอีกอย่าง คือ การเรียบเรียงสาระถ้อยคำธรรมะให้เข้าใจง่ายๆ และครบถ้วนนี่น่าทึ่งจริงๆ ส่วนตัวตั้งแต่เกิดมาเจอครูบาอาจารย์หลากหลายมาค่อนชีวิต แต่ไม่เคยเจอะท่านใดที่มีอุบายธรรมง่ายและแยบยลสนิทธรรมอย่างนี้ (มีเทปฟัง และในงานทางวัดจะเปิดเทปหลวงพ่อตามนี้)
------------------------------------------
พิธีสะเดาะเคราะห์ วัดท่าซุง
(โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน คัดจากหนังสือสมบัติพ่อให้เล่ม ๑ หน้า ๒๔๓ -๒๔๘)
คำว่า เคราะห์กรรม เป็นวิธีเรียกของพรหมณ์ ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า กฏของกรรม คณาจารย์ต่างๆ เรียกไม่เหมือนกันแต่ผลมันเหมือนกัน นั่นคือ ความทุกข์ ถ้าอยากทราบว่า ความทุกข์มาจากไหน ก็จะเล่าให้ฟัง
ประการแรก การป่วยไข้ไม่สบายทางร่างกาย มาจากกรรมปาณาติบาต การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
ประการที่ ๒ ความทุกข์เกิดจากไฟไหม้บ้าง ขโมยปล้น ขโมยจี้ ลมพัดให้บ้านพัง น้ำท่วม มาจากโทษอทินนาทาน การลักขโมยของเขาจากชาติก่อน
ประการที่ ๓ เคราะห์กรรมที่ทำให้คนใต้บังคับบัญชาดื้อด้าน ว่ายากสอนยากไม่เชื่อฟัง มาจากโทษกาเมสุมิจฉาจาร เจ้าชู้จัดในชาติก่อน
ประการที่ ๔ เราพูดดีแต่คนอื่นไม่ชอบฟัง ไม่เชื่อฟัง มาจากโทษมุสาวาทจากชาติก่อน
ประการที่ ๕ การเป็นโรคปวดหัวบ่อยๆ หรือโรคประสาทก็ดี เป็นบ้าก็ดี เป็นโทษมาจากกฏของกรรม คือ ดื่มสุราเมรัย ในชาติก่อน อันนี้เป็นหลักหยาบๆ หลักใหญ่นะ
อย่างคนตาบอด ในสมัยชาติก่อน เขาทำบุญเห็นแล้ว แกล้งทำเป็นไม่เห็น
อย่างคนหูหนวก เขาทำบุญสุนทาน เขาฟังเทศน์ฟังธรรมกันแกล้งส่งเสียงกลบ เขาฟังเทศน์ฟังธรรม เขาคุยกันด้วยความเคารพในธรรม เราแกล้งส่งเสียงกลบ เกิดเป็นคนหูหนวก ๕๐๐ ชาติอย่างนี้เป็นต้น
ก็รวมความว่า ขึ้นชื่อว่า เคราะห์กรรม คือ กฏของกรรมเก่าของเราในชาติก่อน คนทุกคนที่เกิดมานี้ที่ไม่มีกรรมเก่า ที่กรรมไม่ดี ไม่มีนะ ไม่เคยทำบาปนี้ไม่มี...(เนื้อหาซ้ำกันกับข้างต้นจึงขอข้ามไป)...
ทีนี้คำว่า สะเดาะเคราะห์ หมายความว่า ทำให้เคราะห์หมด คำว่า สะเดาะเคราะห์ไม่มีศัพย์ในทางพระพุทธศาสนา เป็นศัพย์ของคณาจารย์ต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนาไม่มี ในเมื่อไม่มี ทำไมวัดท่าซุงจีงบอกว่า สะเดาะเคราะห์ ก็เลยบอกว่าพูดตามเขา ทีนี้การทำคราวนี้ไม่ใช่สะเดาะเคราะห์ เป็นการสร้างความดี ความโชคดีให้เกิดขึ้น คือ หมายความว่าทำบุญให้มีกำลังสูง
คำว่า เคราะห์ คือ บาป เราล้างไม่ได้ แต่ถ้าหากว่าทำความดีให้มีกำลังสูงกว่า คำว่า เคราะห์จะเปรียบเทียบให้ฟัง เหมือนกับคนยืนอยู่กลางแดดจัดๆ เวลานี้อยู่ในร่มมันก็ร้อน ถ้ายืนกลางแดดมันก็ร้อน ถ้าทำบุญน้อยๆ ก็เหมือนกับมีร่มเล็กๆ ไปกางบังอยู่มันก็เย็นไปหน่อยหนึ่ง ทำบุญที่มีอานิสงส์มากๆ ก็เหมือนกับมีคนเอาน้ำไปราดให้ ก็มีความเย็น ถ้าทำ บุญที่มีกำลังสูงใหญ่อย่างเราเจริญกรรมฐาน เหมือนกับเราแช่ในอ่างน้ำ ถึงเราจะอยู่กลางแจ้ง กลางแดด ความร้อนมันก็น้อยไป ข้อนี้ฉันใด การสะเดาะเคราะห์ก็เหมือนกัน การสะเดาะเคราะห์ไม่ได้ทำให้หมดไป
ตัวอย่าง : ในสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ ในครั้งหนึ่งองค์สมเด็จพระบรมครูทางเทศน์เรื่อง กายคตานุสสติกรรมฐาน กับ อสุภกรรมฐาน สองอย่าง คำว่า กายคตานุสสติกรรมฐาน หมายถึงการพิจารณาร่างกายของตนเอง ...อสุภกรรมฐาน ให้เห็นว่าร่างกายทุกคนเต็มไปด้วยความสกปรกโสโครกทั้งหมด พระ ๖๐ องค์เศษๆ ฟังแล้วพิจารณาตามเกิดความสลดใจเห็นว่าร่างกายของคน มีความสกปรกมาก มีความเบื่อหน่าย หลังจากเทศน์จบองค์สมเด็จพระจอมไตร ทรงบอกว่า นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ฉันจะเข้าไปอยู่ในถ้ำ ๑๕ วัน ขณะที่อยู่ในถ้ำ ๑๕ วันห้ามมิให้คนอื่นเข้าพบ นอกจากพระที่ส่งอาหาร
บรรดาพระ ๖๐ องค์เศษๆ เหล่านั้น เมื่อฟังเทศน์จบก็พิจารณาร่างกายว่ามันสกปรก มีความรักเกียจร่างกายมาก ท่านเปรียบเทียบบอกว่า เหมือนหนุ่มสาวที่อาบน้ำใหม่ๆ แต่งตัวสวยๆ และมีคนเอางูเน่ามาคล้องคอ หรือเอาสุนัขเน่ามาแบกที่บ่าหรือใส่ที่บ่า มีความรังเกียจขนาดนั้น ในที่สุดก็ฆ่าตัวตายเองบ้าง จ้างคนอื่นฆ่าบ้าง พอครบ ๑๕ วันพระพุทธเจ้าก็ออกจากถ้ำ ก็มีพระถามว่า การที่พระองค์ทรงเทศน์ กายคตานุสสติ อสุภกรรมฐาน ทั้งสองอย่างทรงทราบหรือไม่ว่าพระ ๖๐ องค์เศษๆ จะฆ่าตัวตาย หรือจ้างคนอื่นฆ่าตัวตาย พระพุทธเจ้าบอกว่าทราบ ในเมื่อทรงทราบพระก็ถามว่า ทำไมจึงเทศน์ว่าเขาจะฆ่าตัวตาย พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่า ขึ้นชื่อ กฏของกรรม ไม่มีใครหนีพ้น จะเทศน์อย่างนั้นหรือไม่เทศน์ก็ตาม เขาก็ต้องฆ่าตัวตาย หรือจ้างคนอื่นฆ่าตัวตาย เพราะกฏของกรรมเดิม กรรมเดิมที่พระพวกนี้เคยเป็นพรานฆ่าเนื้อ ฆ่าสัตว์มาก่อน มันติดตามมาทัน เขาต้องตายแบบนั้น
ฉะนั้นก่อนจะตาย ตถาคตจึงเทศน์กายคตานุสสติกรรมฐาน อสุภกรรมฐานสองอย่างรวมกัน ให้เขาพิจารณาเบื่อในร่างกาย ในเมื่อเขาตาย เขาไปนิพพานไม่ดีกว่าหรือ
ทีนี้การทำคราวนี้ ก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ทำลายให้เคราะห์หมดไป การทำลายเคราะห์ คือ บาป ทำลายไม่ได้โยม แต่ว่าเราทำบุญให้มีกำลังสูงขึ้น อย่างญาติพุทธบริษัทที่มานั่งที่นี่ทุกคน ไม่ใช่มีแต่เคราะห์ โชคก็มี คือชาติก่อนมีทั้งความดีมีทั้งความชั่ว มีทั้งบุญและบาป ขณะใดที่มีการป่วยไข้ไม่สบาย นั่นคือผลของบาปเข้าสนอง แต่ว่าทุกคนมีทรัพย์สินอยู่ได้เพราะผลของทาน ทานการให้ในชาติก่อน ทำให้คนมีทรัพย์สิน แต่การมีทรัพย์สินทำไมจึงไม่เสมอกัน อย่างทานที่มีกำลังสูงสุดในด้านวัตถุก็คือ วิหารทาน เป็นทานที่มีกำลังสูงมาก ทานที่รองลงมาก็คือ สังฆทาน สังฆทานนี่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่เคยถวายสังฆทานแล้วครั้งหนึ่งในชีวิต ตายแล้วเกิดกี่ชาติก็ตาม ถ้ายังไม่เข้าพระนิพพานเพียงใด จะไม่พบกับความยากจนเข็ญใจ จะเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีทุกชาติ ทีนี้คนที่เขาเป็นเศรษฐมหาเศรษฐีเพราะว่า เขาเคยถวายสังฆทานในกาลก่อน อันนี้เป็นผลอันหนึ่งที่เราจะทำ เพื่อเป็นการหลีกเร้นกฏของกรรม คือ บาป บาปถึงแม้มันจะกลั่นแกล้งขนาดไหนก็ตาม แต่เรามีกำลังบุญสูง คือคล้ายๆ กับสุนัขไล่กัด ถ้าเราวิ่งเร็วมันก็กัดไม่ทัน ถึงกัดทันก็กัดไม่ถนัด
ประการที่สอง ต่อนี้ไปจะให้ญาติโยมทั้งหลายรับศีล การสมาทานศีลมีอานิสงส์ ๓ อย่างคือ
๑. สีเลนะ สุคะติง ยันติ คนที่มีศีลอยู่แล้ว เวลามีชีวิตอยู่ก็มีความเป็นปกติสุข ตายจากความเป็นคนก็ไปเกิดเป็นเทวดา เป็นนางฟ้ามีความสุข
๒. สีเลนะ โภคะสัมปะทา ในขณะที่มีชีวิตอยู่เรามีศีลบริสุทธิ์ ทรัพย์สินก็ไม่เปลืองก็มีการเป็นอยู่ดีในการครองทรัพย์สิน ตายไปก็ร่ำรวยมาก
๓. สีเลนะ นิพพุติง ยันติ คนที่รักษาศีลได้ดี จะไปนิพพานได้โดยง่าย
นี่คืออานิสงส์ของศีล หลังจากนั้นไปจะให้ญาติโยมพุทธบริษัท เจริญวิปัสสนา คือเจริญกรรมฐาน ใช้กำลังพุทธานุสติกรรมฐานเป็นกำลัง นี่เป็นบุญใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา บุญในพระพุทธศาสนามี ๓ ชั้น คือ ทาน ศีล ภาวนา ภาวนานี่เป็นบุญใหญ่ที่สุด จะให้ญาติโยมภาวนาว่า พุทโธ เป็นการนึกถึงพระพุทธเจ้า เวลาหายใจเข้านึกว่า พุท เวลาหายใจออกนึกว่า โธ ใช้เวลา ๑๐ นาที จงอย่านึกว่าแค่ ๑๐ นาที จะมีบุญน้อย ความจริงไม่ใช่น้อย มีกำลังมากเหลือเกิน การนึกถึงพระพุทธเจ้าอย่าง มัฏฐกุลฑลีเทพบุตร หรือ สุปติฏฐิตเทพบุตร ซึ่งเขาไม่เคยนับถือพระพุทธเจ้า เขานึกถึงท่านอยากให้ท่านมารักษาโรคให้หาย เพียงเท่านี้ไม่ได้เคารพอย่างเรา เขาตายจากความเป็นคนไปเกิดเป็นเทวดาบน สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก แต่นี่เรา เจริญพระกรรมฐาน นึกถึงพระพุทธเจ้าด้วยอารมณ์ของความเคารพจริงๆ อานิสงส์มากไปกว่านั้น ปรารถนานิพพานในชาตินี้ยังได้
หลังจากนั้นจะมีพระเจริญพระอภิธรรม สวดอภิธรรมมาติกา คำว่า มาติกา เขาสวดสำหรับคนตาย และพวกเราตายแล้วหรือยัง แต่ความจริงเขาไม่ได้สวดเพื่อคนตาย คนตายไม่ได้ฟัง เขาสวดให้คนที่ยังไม่ตายฟัง เพราะบทมาติกานี่อานิสงส์มากเพียงแค่รับฟังอย่างไม่รู้เรื่อง อย่างค้างคาว ๕๐๐ ตัว ฟังสวดอภิธรรมเพียงแค่เพลิดเพลิน ไม่ทราบผู้สวดเป็นพระ ไม่ทราบว่าธรรม ที่สวดเป็นธรรมะเพลินไป ผลที่สุดเท้าก็หลุดจากที่เกาะหล่นลงมาตายทั้ง ๕๐๐ ตัว หลังจากตายจากความเป็นค้างคาวแล้วไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก ในเมื่อพระพุทะเจ้าองค์นี้มาตรัส เขาเกิดเป็นลูกชาวประมง ในที่สุดเขาก็ฟังอภิธรรม เพียงแค่จบเดียวโดยย่อก็บรรลุพระอรหันต์ทั้งหมด นี่แค่สัตว์เดรัจฉานนะเขาไม่รู้เรื่อง ยังมีอานิสงส์อย่างนี้ ฟังแล้วชาติเดียวเกิดเป็นเทวดา และหลังจากนั้นมาก็เป็นพระอรหันต์
ท่านทั้งหลายฟังแล้วด้วยความเคารพ รู้ว่าท่านผูสวดเป็นพระ คำสวดเป็นธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน และฟังด้วยความตั้งใจจริงอย่างนี้ ถ้าปรารถนิพพานชาตินี้ยังได้ ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ไปเกิดเป็นเทวดานางฟ้าหรือพรหม เวลานั้นก็เจอะพระศรีอาริยเมตตรัย ฟังเทศน์จากพระศรอาริย์จบเดียวก็ป็นพระอรหันต์ นี่เป็นของไม่ยาก ง่ายๆ นะ ตั้งใจให้ดีนะหลังจากนั้นพิธีสะเดาะเคราะห์จะเกิดขึ้นนั่นคือว่าจะให้ พระบังสกุลตาย
ตอนที่ พระบังกุลตาย ขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ให้ตั้งใจคิดว่า เวลานี้ขอผลของความชั่วทั้งหมดบาปกรรมที่ทำมาแล้วจาก... (การละเมิดศีล ๕)...ที่ทำให้จิตใจเรามีความทุกข์ มีความเร่าร้อน ให้มันสลายตัวไป พร้อมกับคำบังสกุลตายของพระ
หลังจากนั้นพระจะ บังสกุลเป็น ตอนนั้นบรรดาพุทธบริษัท ก็ตั้งใจคิดว่า เวลานี้เราเกิดใหม่พร้อมความดี คือ
๑. ศีลที่เราสมาทานแล้ว
๒. สังฆทานที่เราทำแล้วมีอานิสงส์ใหญ่
๓. การภาวนาซึ่งเราทำแล้ว
๔. วันนี้บวชเณร ๘๕ องค์ บวชชีพราหมณ์ ๖๐ องค์เศษๆ คนทั้งหมดที่บวชเป็นนักเรียนโรงเรียนสุธรรมยานเถระวิทยา เป็นนักเรียนที่ได้สมาบัติ คือได้ฌานโลกีย์ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาบัติขั้นอภิญญา เขาสามารถไปเที่ยวสวรรค์ นรกได้ เพราะโรงเรียนนี้มีกฏบังคับ เด็กที่เข้าโรงเรียนนี้ ต้องเจริญกรรมฐานก่อน ต้องสอบกันก่อนว่าเที่ยวสวรรค์นรกได้หรือเปล่า ระลึกชาติได้หรือเปล่า ถ้าทำไม่ด้เข้าโรงเรียนนี้ไม่ได้ เมื่อเข้ามาได้แล้วก็มีการซักซ้อมทุกอาทิตย์ เป็นอันว่าเณรและชีพวกนี้เป็นผู้ทรงฌาน ผู้ทรงฌาน พระโสบันเรียกว่า เป็นผู้ปฏิบัติตนเพื่อพระโสดาปัตติมรรค ทำบุญมีอานิสงส์มาก
-----------------------------------------
ฉะนั้นบรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าต้องการทำบุญให้มากขึ้น เวลาเลิกแล้วก็เอาสตางค์มาใส่ขัน ตั้งใจบวชเณรบวชชี มากก็ได้น้อยก็ได้ ๕ สตางค์ก็ได้ ๑๐ สตางค์ก็ได้ สลึงก็ได้ บาทก็ได้ตามชอบใจ ตามที่จะพึงทำได้ ให้ตั้งใจคิดว่า เวลานี้เราบวเณรบวชชี
สำหรับการบวชเณรนี่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ถ้าพ่อแม่ของเณร ถ้าลูกบวชหนึ่งองค์ เขาจะมีอานิสงส์เกิดเป็นเทวดานางฟ้า หรือเป็นพรหมได้คนละ ๑๕ กัป ลูกชายได้ ๓๐ กัป ญาติโยมที่ไม่ใช่พ่อแม่ของเณรจะได้อานิสงส์คนละ ๔ กัป ทีนี้มัน ๘๕ องค์นี่ เอา ๔ คูณ ๘๕ เข้าได้เท่าไหร่ ก็รวมความว่าก็ได้ ๓๐๐ กัปกว่า ถ้าเราตายจากชาตินี้เป็นเทวดาหรือพรหมก็สามารถเป็นเทวดาหรือพรหม อยู่ได้ถึง ๓๔๐ กัป ในเมื่อท่านทั้งหลายมีบุญขนาดนี้ก็อยู่ไม่ถึง ๓๐๐ กัป ไปนิพพานแน่ ก็เป็นอันว่ามีความดีใหญ่
(ต่อจากนั้นหลวงพ่อนำบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทสมาทานศีล ๕ จบแล้ว สมาทานพระกรรมฐานแล้วให้ภาวนาพุทโธ ๑๐ นาที)
(ต่อจากนั้นพระเริ่มสวดอภิธรรมมาติกา)
(สวดจบหลวงพ่ออธิบายต่ออีกว่า)
อันดับต่อนี้ไปบรรดาญาติโยมทั้งหลายฟังอภิธรรมแล้ว เป็นมหากุศลใหญ่ที่กล่าวมาแล้วนี้ ต่อไปนี้ก็เป็นการสะเดาะเคราะห์ พระจะบังสกุลตาย ขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายคิดว่า ขึ้นชื่อว่าอกุศลกรรมที่ทำมาแล้วในชาติก่อน (ช่วงนี้หลวงพ่อพูดถึงศีล ๕) อกุศลทั้งหลายเหล่านี้ที่ให้ผลกับเราในชาตินี้ก็ตาม ขอบุญบารมีของเราที่มีแล้วในวันนี้เป็นมหาศาล จงทำลายอกุศลกรรมทั้งหลายให้พินาศสลายไปพร้อมกับคำว่ บังสกุลตายของพระ หมายความว่า ให้เคราะห์กรรมต่างๆ มันตายไปกับคำบังสกุลตายของพระ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปนะ ตั้งใจตามนั้นนะ
(พระสงฆ์บังสกุลตาย) อนิจจัง วะตะ สังขารา อุปปาทะวะยะธัมมิโน... อุปปัชชิตวา นิรุชฌันติ เตสัง วูปะสะโม สุโขฯ (หลวงพ่ออธิบายต่ออีกว่า)
ขอให้เคราะห์กรรมต่างๆ ของญาติโยมทั้งหลาย จงสลายตัวไป ต่อไปนี้จะ บังสกุลเป็น ขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทจงคิดว่า เวลานี้เราเกิดใหม่พร้อมกับความดี คือ เป็นผู้มีศีล เราสมาทานศีลแล้ว อานิสงส์ศีลจะปรากฏกับเรา
ประการที่ ๒ เราถวาย สังฆทาน นี่เป็นมหากุศลใหญ่ ชาตินี้ก็มีความคล่องตัวในความเป็นอยู่ ในการบริโภคทรัพย์ ชาติต่อไปจะเป็นมหาเศรษฐีทุกชาติจนกว่า จะเข้าพระนิพพาน
และประการที่ ๓ เราได้มีการ บวชเณร บวชเณรมีอานิสงส์มาก จะเป็นเทวดานางฟ้าอยู่ได้นาน
ประการที่ ๔ เรา เจริญพระกรรมฐาน พระกรรมฐานนี่เป็นปัจจัยเข้าถึงพระนิพพานโดยตรง จะเป็นเหตุให้พุทธบริษัทพ้นจากความทุกข์ คือไปนิพพานได้
ประการที่ ๕ ฟังอภิธรรม อภิธรรมจัว่าเป็นอานิสงส์ให้เกิดปัญญา ถ้าบังเอิญจะเกิดชาติหน้า เป็นคนร่ำรวย เป็นคนมีอายุยืนนาน มีความสวยก็ตาม ถ้าไร้ปัญญาก็ไร้ประโยชน์ ฉะนั้นการฟังอภิธรรมจึงเกิดประโยชน์กับบรรดาพุทธบริษัทในด้าน ปัญญา
ฉะนั้นขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า จงคิดว่าผลบุญทั้งหมดตามที่กล่าวมาแล้วนี้คือ
๑. ศีล ๒. สังฆทาน ๓. บวชเณร ๔. เจริญกรรมฐาน ๕. ฟังอภิธรรม จงดลบันดาลให้ข้าพเจ้าเป็นผู้เกิดขึ้นพร้อมกับความดีอันนี้ มีแต่ความสุขตลอดไป ตลอดชีวิต ถ้าตายจากชาตินี้เมื่อไรขอไปนิพพานทันทีทันใดนะ ต่อนี้ พระจะบังสกุลเป็น
อะจิรัง วะตะยัง ปพฐะวิง อะเสสสะติ
ฉุฑโฑ อะเปตะวิญญาโณ นิรัตถังวะ กะริงคะรังฯ
ต่อนี้ไปขอญาติโยมทั้งหมด รับพรจากพระสงฆ์นะ อธิษฐานตามชอบใจ
(พระสงฆ์ให้พร)
หลังจากนี้หลวงพ่อก็ให้พระประพรมน้ำพุทธมนต์ให้ เป็นเสร็จพิธี
จากเว็บ ศ.ธรรมทัสสี
วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ฝรั่งฝึกสมาธิสามารถระลึกชาติ-เห็นนรกสวรรค์ได้
โดย ลุงแอล (ซี เอ สโคฟิลล์) ๒๒๒ ถนนทิเวอร์ตัน เมืองเฟยัตต์วิลล์ รัฐนอร์ท แคโรไลนา สหรัฐอเมริกา
ฤดูใบไม้ร่วงปี ๒๕๒๙ คุณบุญเทือง จอห์นสัน เพื่อนของเราจากเมือฮิวสตันรัฐเท็กซัส ได้บอกกับ "คิด" (กมลพร) ภรรยาผมว่า พระราชพรหมยานจะมาอเมริกา ในเดือนเมษายนปีหน้า และจำมาพักที่ชิคาโกด้วย ด้วยความช่วยเหลือของบุญเทือง คิด ได้ติดต่อกับ ดร. สภรณ์ พงษ์หล่อพิสฏฐ์ ซึ่งเธอก็ได้ชวนเราไปหาหลวงพ่อที่บ้านของเธอในเมืองเกลนวิว รัฐอิลลินนอยส์
ด้วยความสัตย์จริง ถึงแม้ว่า คิด จะเคยเล่าเรื่องต่างๆ ของพระราชพรหมยานให้ผมฟังแล้วก็ตาม แต่ผมยังไม่สนใจที่จะไปหาหลวงพ่อนัก เพราะมันเป็นระยะทางไกลมาก จากเมืองเฟยัตต์ฟิลล์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา ไปเมื่องชิคาโก มันไปเกินไปสำหรับการขับรถ และแพงมากสำหรับการนั่งเครื่องบิน ยิ่งไปกว่านั้นเราไปวัดเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมืองโบลิเวียเป็นประจำอยู่แล้ว และที่นั่นเรามี พระธงชัย ธมฺมเตโช ผู้ซึ่งผมศรัทธาอยู่ แต่ด้วยแรงกระตุ้นจากท่านธงชัย และแรงผลักดันจากภรรยาผม ผมจึงตัดสินใจไปชิคาโกหับเธอ เพื่อไปหาหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
และนั่น เป็นการัดสินใจครั้งที่สำคัญที่สุดในชีวิตผม
เราพบหลวงพ่อที่บ้าน ดร. อนุสรณ์ ที่นั่นมีคนอยู่ราวๆ ร้อยคน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ขณะที่ผมนั่งฟังหลวงพ่อพูด ทั้งๆ ที่ผมไม่เข้าใจภาษาไทยเลยแม้แต่คำเดียว แต่ว่าผมสามารถ "รู้สึก" ได้ว่าหลวงพ่อพูดอะไร ผมยังเห็นแสงรัศมีคลุมกายท่าน แสงนั้นเปล่งประกายเรืองรองมาจากภายในกายท่าน ซึ่งบ่งถึงความสงบสุขสมบูรณ์นิรันดร ผมได้เห็นแสงรัศมีนั้นทุกๆ ครั้งที่ผมมองท่าน แสงนั้นเจิดจ้าสว่างไสว ครั้งนั้นยังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแสงนั้น แต่ทุกวันนี้แตกต่างออกไปแล้ว เดี๋ยวนี้แสงรัศมีนั้นอยู่ล้อมรอบตัวผมด้วย และผมรู้ว่าแสงจะยังคงครอบคลุมตัวผมอยู่ต่อไป และผมก็รู้ด้วยเช่นกันว่า ผมเคยรู้จักหลวงพ่อมาก่อน ผมเข้าใจที่ท่านอธิบายเรื่องศีลห้า เรื่องความเมตตากรุณาต่อผู้ด้อยโอกาส (พรหมวิหารสี่) เข้าใจคำอธิบายที่ลึกซึ้งแต่ง่ายๆ ของท่านในเรื่องคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดถึง "วิชาวิเศษ" (มโนมยิทธิ) ที่ท่านสอนลูกศิษย์
ครูสอนมโนมยิทธิคนแรกของผมคือ ดร. ปริญญา นุตาลัย ท่านเป็นคนมีลักษณะพอเศษและอดทนมาก แม้จะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึน ผมก็ปฏิบัติตามคำแนะนำของท่านอย่างเคร่งครัด ทันใดนั้นผมก็พบว่า ร่างกายของผมเคลื่อนที่ออกไป
หลวงพ่อท่านยืนอยู่ข้างหน้าผม คล้ายกับจะคอยปกป้องผม ขณะที่เราเที่ยวผ่านเหล่าวิญญาณที่ถูกทรมาน ทุกข์ยากแสนสาหัสในนรกทั้ง ๘ ขุม ผมตกใจกลัวมาก แต่หลวงพ่อปลอบให้ผมหายกลัว ผู้คุมทั้งหลายก็น่ากลัวมาก แต่เขาเหล่านั้นไม่เข้ามาทำร้ายเรา
ทันใดนั้น เราเอยู่ตรงบริเวณที่มองดูเหมือนขอบของความว่างเปล่า มีสิ่งที่มองดูคล้ายกับเป็นดวงดาวนับพันนับหมื่อนดวง ลอยอยู่ในความว่างอันมืดมิดที่ใหญ่โตมโหฬาร แต่มันไม่ใช่ดวงดาวและไม่ใช่ท้องฟ้า
และผมก็ยังพบว่า หลวงพ่อท่านยืนอยู่ข้างหน้าเพื่อคอยปกป้องผม ท่านเตือนผมว่า "อย่าไปที่นั่นตามลำพัง มิฉะนั้นผมจะไม่ได้กลับ" ที่นั่นดูน่ากลัวมากเหมือนกับนรกที่เราเพิ่งผ่านมา
หลังจากนั้น ผมก็มาอยู่ในห้องโถงอันกว้างใหญ่ มีพระพุทธรูปเป็นร้อยๆ องค์ หลวงพ่อก็อยู่ที่นั่นด้วย ผมสามารถกราบ พระพุทธรูปนั้นทุกๆ องค์นั้นได้ในเวลาเดียวกัน เหมือนมีกับตัวผมต่อหน้าพระพุทธรูปแต่ละองค์ และขณะที่ผมกราบ ผมรู้สึกว่าพระพุทธรูปเหล่านั้นมีชีวิตขึ้นมา ไม่ใช่พระพุทธรูปอีกต่อไป
และผมก้มลงกราบที่เท้าของพระองค์ท่าน ผมรู้สึกว่าท่านวางมือบนศรีษะผม และก่อนที่จะเงยหน้ามองท่านผมมีความรู้สึกว่าท่านยิ้ม และเมื่อผมเงยหน้าขึ้น ผมก็เห็นท่านกำลังยิ้มจริงๆ ด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นอ่อนโยน ต่อจากนั้นหลวงพ่อพาผมไปหาท่านปู่ท่านย่า ผมร้องไห้อีกครั้ง ท่านย่าให้เครื่องแต่งกายเป็นของขวัญแก่ผม ซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายที่สวยที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา ส่องแสงระยิบระยับเหมือนประกายเพชร ประกายทับทิม ประกายพลอยม่วง ประกายพลอยหลากสี และประกายรู้นานาสี สว่างสดใส แต่ขณะเดียวกัน ก็อบอุ่นนุ่มสบาย ไม่มีส่วนใดที่แข็งกระด้าง หรือแหลมคม หรือเย็นเยียบเลย
น้ามี คูเนียม ก็อยู่ที่นั่นด้วย ท่านก็มีประกายแสงสว่างไสวและสวยงามมาก และทุกๆ คนก็ส่องแสงเป็นประกายจากภายในเช่นกัน ผมเห็นได้ชัดเจน
ท่านปู่อุ้มผมไว้บนตัก เหมือนกับผมเป็นเด็กเล็กๆ และบอกเรื่องวิมานให้ผมฟัง และในฉับพลันนั้นเอง หลวงพ่อและผมก็มายืนอยู่ข้างนอกวิมานของผม น่าอัศจรรย์มาก ผมไม่เคยแม้แต่จะฝันถึงสิ่งที่สวยงามอย่างนี้มาก่อนเลย จากเฉลียงของวิมาน ผมสามารถมองเห็นทะเลสาบอันกว้างขวางและสวยงาม และท้องฟ้าใสสีฟ้าอมเขียวได้ชัดเจน มีฝูงนกมามายบนท้องฟ้า มีเหล่าหงส์ นักกระสา เป็ด ห่าน ลอยเล่นอยู่ในทะเลสาบ สาวยลมอ่อนละมุนพัดเอื่อยๆ ในสายลมมีกลิ่นหอมโชยมาน่าชื่นใจ
ทันใดนั้น ท่านย่าก็มาอยู่ที่นั่น เราพากันเข้าไปในวิมาน ท่านย่าให้ผลไม้ในถ้วยชามทอง และเสื้อผผ้าที่สวยงาแก่ผม แล้วท่านก็จากไป
พ่อของผมที่ล่วงลับไปแล้วเกือบ ๔๕ ปี ก็อยู่ที่นั่น ลูกสาวผมที่ตายด้วยอุบัเหตุเรือล่มเมื่อ ๓๐ ปีก่อน ก็อยู่ที่นั่น ผมได้พบคุณปู่ คุณย่า คุณลุง คุณป้า คุณน้าของผม ทุกคนดูมีความสุขสบายดี
และแล้วหลวงพ่อก็บอกว่า "ถึงเวลาต้องกลับแล้ว คนอื่นๆ กำลังรอเราอยู่"
ผมรู้สึกตัวขึ้นและพบว่า ผมกำลังอยู่ในบ้าน ดร.สภาภรณ์ กับ ดร.ปริญญา และคนอื่นๆ
ผมขอขอบคุณหลวงพ่อ และคุณครูที่สอนมโนมยิทธิให้แก่ผม มี ดร.ปริญญา ลุงปรุง ท่านวิรัช ที่ทำให้ผมรู้ว่ามันเป็นไปได้ ที่ผมจะย้อนกลับไปสู่อดีต ไปดูเหตุการณ์ที่ผ่านมาในความเป็นอยู่ของผม ผมใช้คำว่า "ความเป็นอยู่" แทนคำว่า "ชีวิต" เพราะผมเคยอยู่ที่นั่นมาก่อน
ผมรู้ว่าชาติหนึ่ง ผมเกิดในปี พ.ศ. ๑๕๖๙ ผมเกิดเป็นนักสร้างเสื้อเกราะชื่อ อริทกะ ได้ต่อสู้ในสงครามเมืองเฮสติ้งส์ในปี พ.ศ. ๑๖๐๙ ผมอยู่ข้างประเทศอังกฤษ แต่ผมก็ต้องกลายเป็นผู้ผลิตเกราะให้แก่พวก นอร์มันผู้พิชิต เพราะอังกฤษพ่ายแพแก่พวกนอร์มันผู้รุกราน ที่นำโดยกษัตริย์วิลเลียมที่หนึ่ง ความสามารถในการทำเครื่องเหล็กในชาตินั้น ได้ถ่ายทอดมาจนถึงทุกวันนี้ โดยที่ผมจะมีความชำนาญเป็นพิเศษในเรื่องเกี่ยวกับงานเหล็ก
ผมรู้ว่า เมื่อก่อน ในสถานที่หนึ่ง ในสมัยหนึ่ง ผมเคยเกิดเป็นพี่ชายของหลวงพ่อ เราทั้งคู่เป็นทหารที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กัน เราทั้งคู่เคยได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ท้อง แม้ว่าเราจะเป็นพี่น้องกัน เราก็เคยทะเลาะกันบ้าง อย่างพี่น้องเท่านั้นจะพึงทะเลาะกัน และยังคงรักกันอยู่
สองสามปีก่อนที่ผมจะได้พบหลวงพ่อ ผมมีปัญหาอย่างมากกับกรมสรรพากรอเมริกัน (พวกเก็บภาษี) เขาหาว่าผมไม่ได้จ่ายเงินภาษีส่วนบุคคลกว่า ๓ ปี คำนวณคร่าวๆ แล้ว ผมต้องจ่ายเขาเป็นเงินมากกว่า ๑๖,๐๐๐ เหรียญ (ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ บาท) พวกนั้นที่ไห้ผมลำบากมาก ผมต้องจำนองบ้านซ้ำเป็นครั้งที่สอง เพื่อเอาเงินหลายพันเหรียญมาจ่ายแก่กรมสรรพากร
ต่อมา ผมเริ่มสวดมนต์ และนั่งสมาธิเป็นประจำ และขอคำแนะนำชี้แนะเสมอ และโดยเป็นปกติสม่ำเสมอ หลวงพ่อจะอยู่ที่นั่นเหมือนกันทุกๆ ครั้ง พร้อมด้วยหลวงปู่ปาน หลวงพ่อโต เมื่อผมเล่าปัญหาของผมให้หลวงพ่อฟัง ท่านยิ้มและผงกศรีษะ บอกว่าท่านรู้หมดแล้วในขณะนั้นเอง ด้วยเหตุผลประการใดไม่ทราบ ผมรู้ขึ้นมาทันทีทันใดว่า ผมต้องทำอย่างไร และด้วยการทำเช่นนั้น คิด กับ ผม ได้รับเงินที่จ่ายไปแล้วคืนมาทั้งหมด แถมได้รับดอกเบี้ยจากเงินนั้นอีกด้วย
เมื่อผมทำสมาธิ โดยปราศจากข้อยกเว้น โดยปราศจากความสงสัย ปราศจากความลังเล สิ่งแรกสุดที่ผมเห็นคือ หลวงพ่อ บางครั้งท่านยิ้ม บางครั้งท่านดูเคร่งเครียด บางครั้งท่านนั่ง บางครั้งท่านยืนพยุงกายด้วยไม้เท้า บางครั้งท่านป่ายานัตถุ์ แต่ท่านจะมาหาผมเสมอเพื่อพาผมไป เพื่อแนะนำผม อยู่กับผม ช่วยเหลือผม บางครั้งเมื่อผมเหนื่อยมาทั้งวัน และไม่สามารถตั้งตั้งใจทำสมาธิอีกต่อไป ท่านจะอยู่ที่นั่น
ท่านจะยิ้มแล้วพูดว่า "เอาไว้ทีหลัง ค่อยพยายามใหม่ทีหลังก้ได้นะ"
เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๔ ผมเข้ารับการผ่าตัดในช่องท้อง ซึ่งเป็นการผ่าตัดครั้งใหญ่ครั้งที่ ๒ ของร่างกายที่แสนเก่านี้ของผม แต่ครั้งนี้จะแตกต่างออกไป
ผมจำได้ว่า ถูกเข็นเข้าไปในห้องผ่าตัดอ่อนเพลียจากฤทธิ์ยา แต่ยังรู้สึกตัวบ้างว่า อะไรเกิดขึ้นรอบตัวผม ผมจำได้ว่าพุดกับหมอและผู้วางยาสลบ ผมจำได้ว่า ขณะที่ผมกำลังไม่รู้สึกตัวนั้น ผมรู้สึกอุ่นสบาย รอบๆ เตียงผ่าตัดมีแสงจ้า คล้ายแสงอาทิตย์ เหนือแสงจ้านั้น คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รองลงมาคือ หลวงพ่อ หลวงพ่อโต และหลวงปู่ปาน ผมจำได้เพียงเล้กน้อย ถึงช่วง ๕ วันต่อมาในห้องพักฟื้น อย่างไรก็ตามผมรู้ว่าท่านเหล่านั้นมาเยี่ยมผม ทุกเช้าและเย็น ผมแน่ใจว่าท่านเหล่านั้นอยู่กับผมในห้องพักฟื้น แม้ว่าผมจะง่วงเกินกว่าจะรับรู้การมาของพวกท่าน ผมสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ภายใน ๘ วัน ทั้งๆ ที่ครั้งก่อนที่ผมผ่าตัดช่องท้อง แม้จะมีอาการรุนแรงน้อยกว่าครั้งนี้ ผมยังต้องอยู่ในโรงพยบาลเกือบสามอาทิตย์ แต่ตอนผ่าตัดครั้งก่อนนั้นผมยังไม่ได้พบกับหลวงพ่อ
ถึงแม้ว่า ผมจะพบหลวงพ่อจริงๆ เพียง ๓ ครั้ง ๒ ครั้งในชิคาโก และอีกครั้งที่ในปีนี้ที่ วอชิงตัน ดี.ซี. แต่ผมรู้ว่าผมสามารถ "พบ" ท่าน หรือ "ไปหา" ท่าน ได้ทุกเวลา อย่างที่ผมกล่าวไว้แล้วว่า ท่านอยู่ที่นั่นทุกครั้งที่ผมทำสมาธิ ทุกครั้งที่พบท่าน ผมมักจะเล่าปัญหาของผมให้ท่านฟัง ท่านจะแนะนำทุกๆ ครั้ง และท่านจะอยู่กับผมเสมอ เวลาผมไปหาท่านปู่ท่านย่า และพักที่วิมานของผม ผมจะ "รู้" ว่า เมื่อไหร่ท่านป่วย หรือไม่สบาย หรือเมื่อไหร่ท่านเหนื่อยล้าจาก การที่คนจำนวนมากเรียกร้องให้ท่านสงเคราะห์
แม้แต่ขณะที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้ ผมยังรู้สึกว่าท่านมาอยู่ข้างๆ ผม เพราะผมขอคำแนะนำ คำชี้แนะ คำปรึกษาจากท่าน
ท่านบอกว่า "พอแล้ว เธอเล่าพอแล้ว"
ปัจฉิมลิขิต เรื่องทั้งหมดข้างต้นนี้ ผมเขียนขึ้นมาก่อนที่หลวงพ่อจะจากโลกนี้ไปในวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๕ คืนที่ท่านจากไปผมตื่นขึ้นมาราวๆ ตี ๔ ผมฝันถึงหลวงพ่อ ท่านดุสง่าและมีความสุข ผมลุกขึ้นไปดื่มน้ำในห้องครัว และพบว่า "คิด" นอนอยู่บนพื้นในห้องพระ เธอไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อนเลย เธอไม่สามารถจะหลับหรือพักผ่อนได้เลยในคืนนั้น เธอรู้สึกท้อแท้และสิ้นหวัง และรู้สึกว่าจำเป็นที่จะต้องมาอยู่ใกล้กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและหลวงพ่อ เรารู้ว่าหลวงพ่ออยู่กับเราในคืนนั้น คืนที่ท่านจากไป
ท่านยังอยู่กับเรา ผมรู้ว่าท่านอยู่กับผม แม้ในขณะที่ผมเขียน และเมื่อผมเห็นท่านตอนนี้ แสงรัศมีที่ผมเห็นยิ่งสว่างจ้ามากขึ้น เครื่องแต่งกายท่านเป็นเพชร ทอง และเงิน ท่านไม่ต้องใช้ไม้เท้าอีกต่อไป และถึงแม้ลักษณะท่านจะดูเหมือนก่อน แต่ความเมตตากรุณาอ่อนโยนดูเหมือนว่าจะเพิ่มมากขึ้น มากขึ้น ท่านอยู่กับสมเด็จ หลวงปู่ปาน หลวงพ่อโต และท่านแม่ศรี
และท่านอยู่กับเรา...
ด้วยความเคารพรัก
ซี เอ สโคฟิลด์ (ลุงแอล)
๒๒๒ ถนนทิเวอร์ตัน
เมือง เฟเยตต์วิลด์
รัฐ นอร์ท แคโรไลนา
สหรัฐอเมริกา
(แปลโดย ดร.ปริญญา นุตาลัย คัดจากหนังสือธัมมวิโมกข์ฉบับที่ ๑๖๐ เดือนมิถุนายน ๒๕๓๗)
จากเว็บ ศ.ธรรมทัสี
ฤดูใบไม้ร่วงปี ๒๕๒๙ คุณบุญเทือง จอห์นสัน เพื่อนของเราจากเมือฮิวสตันรัฐเท็กซัส ได้บอกกับ "คิด" (กมลพร) ภรรยาผมว่า พระราชพรหมยานจะมาอเมริกา ในเดือนเมษายนปีหน้า และจำมาพักที่ชิคาโกด้วย ด้วยความช่วยเหลือของบุญเทือง คิด ได้ติดต่อกับ ดร. สภรณ์ พงษ์หล่อพิสฏฐ์ ซึ่งเธอก็ได้ชวนเราไปหาหลวงพ่อที่บ้านของเธอในเมืองเกลนวิว รัฐอิลลินนอยส์
ด้วยความสัตย์จริง ถึงแม้ว่า คิด จะเคยเล่าเรื่องต่างๆ ของพระราชพรหมยานให้ผมฟังแล้วก็ตาม แต่ผมยังไม่สนใจที่จะไปหาหลวงพ่อนัก เพราะมันเป็นระยะทางไกลมาก จากเมืองเฟยัตต์ฟิลล์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา ไปเมื่องชิคาโก มันไปเกินไปสำหรับการขับรถ และแพงมากสำหรับการนั่งเครื่องบิน ยิ่งไปกว่านั้นเราไปวัดเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมืองโบลิเวียเป็นประจำอยู่แล้ว และที่นั่นเรามี พระธงชัย ธมฺมเตโช ผู้ซึ่งผมศรัทธาอยู่ แต่ด้วยแรงกระตุ้นจากท่านธงชัย และแรงผลักดันจากภรรยาผม ผมจึงตัดสินใจไปชิคาโกหับเธอ เพื่อไปหาหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
และนั่น เป็นการัดสินใจครั้งที่สำคัญที่สุดในชีวิตผม
เราพบหลวงพ่อที่บ้าน ดร. อนุสรณ์ ที่นั่นมีคนอยู่ราวๆ ร้อยคน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ขณะที่ผมนั่งฟังหลวงพ่อพูด ทั้งๆ ที่ผมไม่เข้าใจภาษาไทยเลยแม้แต่คำเดียว แต่ว่าผมสามารถ "รู้สึก" ได้ว่าหลวงพ่อพูดอะไร ผมยังเห็นแสงรัศมีคลุมกายท่าน แสงนั้นเปล่งประกายเรืองรองมาจากภายในกายท่าน ซึ่งบ่งถึงความสงบสุขสมบูรณ์นิรันดร ผมได้เห็นแสงรัศมีนั้นทุกๆ ครั้งที่ผมมองท่าน แสงนั้นเจิดจ้าสว่างไสว ครั้งนั้นยังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแสงนั้น แต่ทุกวันนี้แตกต่างออกไปแล้ว เดี๋ยวนี้แสงรัศมีนั้นอยู่ล้อมรอบตัวผมด้วย และผมรู้ว่าแสงจะยังคงครอบคลุมตัวผมอยู่ต่อไป และผมก็รู้ด้วยเช่นกันว่า ผมเคยรู้จักหลวงพ่อมาก่อน ผมเข้าใจที่ท่านอธิบายเรื่องศีลห้า เรื่องความเมตตากรุณาต่อผู้ด้อยโอกาส (พรหมวิหารสี่) เข้าใจคำอธิบายที่ลึกซึ้งแต่ง่ายๆ ของท่านในเรื่องคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดถึง "วิชาวิเศษ" (มโนมยิทธิ) ที่ท่านสอนลูกศิษย์
ครูสอนมโนมยิทธิคนแรกของผมคือ ดร. ปริญญา นุตาลัย ท่านเป็นคนมีลักษณะพอเศษและอดทนมาก แม้จะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึน ผมก็ปฏิบัติตามคำแนะนำของท่านอย่างเคร่งครัด ทันใดนั้นผมก็พบว่า ร่างกายของผมเคลื่อนที่ออกไป
หลวงพ่อท่านยืนอยู่ข้างหน้าผม คล้ายกับจะคอยปกป้องผม ขณะที่เราเที่ยวผ่านเหล่าวิญญาณที่ถูกทรมาน ทุกข์ยากแสนสาหัสในนรกทั้ง ๘ ขุม ผมตกใจกลัวมาก แต่หลวงพ่อปลอบให้ผมหายกลัว ผู้คุมทั้งหลายก็น่ากลัวมาก แต่เขาเหล่านั้นไม่เข้ามาทำร้ายเรา
ทันใดนั้น เราเอยู่ตรงบริเวณที่มองดูเหมือนขอบของความว่างเปล่า มีสิ่งที่มองดูคล้ายกับเป็นดวงดาวนับพันนับหมื่อนดวง ลอยอยู่ในความว่างอันมืดมิดที่ใหญ่โตมโหฬาร แต่มันไม่ใช่ดวงดาวและไม่ใช่ท้องฟ้า
และผมก็ยังพบว่า หลวงพ่อท่านยืนอยู่ข้างหน้าเพื่อคอยปกป้องผม ท่านเตือนผมว่า "อย่าไปที่นั่นตามลำพัง มิฉะนั้นผมจะไม่ได้กลับ" ที่นั่นดูน่ากลัวมากเหมือนกับนรกที่เราเพิ่งผ่านมา
หลังจากนั้น ผมก็มาอยู่ในห้องโถงอันกว้างใหญ่ มีพระพุทธรูปเป็นร้อยๆ องค์ หลวงพ่อก็อยู่ที่นั่นด้วย ผมสามารถกราบ พระพุทธรูปนั้นทุกๆ องค์นั้นได้ในเวลาเดียวกัน เหมือนมีกับตัวผมต่อหน้าพระพุทธรูปแต่ละองค์ และขณะที่ผมกราบ ผมรู้สึกว่าพระพุทธรูปเหล่านั้นมีชีวิตขึ้นมา ไม่ใช่พระพุทธรูปอีกต่อไป
และผมก้มลงกราบที่เท้าของพระองค์ท่าน ผมรู้สึกว่าท่านวางมือบนศรีษะผม และก่อนที่จะเงยหน้ามองท่านผมมีความรู้สึกว่าท่านยิ้ม และเมื่อผมเงยหน้าขึ้น ผมก็เห็นท่านกำลังยิ้มจริงๆ ด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นอ่อนโยน ต่อจากนั้นหลวงพ่อพาผมไปหาท่านปู่ท่านย่า ผมร้องไห้อีกครั้ง ท่านย่าให้เครื่องแต่งกายเป็นของขวัญแก่ผม ซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายที่สวยที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา ส่องแสงระยิบระยับเหมือนประกายเพชร ประกายทับทิม ประกายพลอยม่วง ประกายพลอยหลากสี และประกายรู้นานาสี สว่างสดใส แต่ขณะเดียวกัน ก็อบอุ่นนุ่มสบาย ไม่มีส่วนใดที่แข็งกระด้าง หรือแหลมคม หรือเย็นเยียบเลย
น้ามี คูเนียม ก็อยู่ที่นั่นด้วย ท่านก็มีประกายแสงสว่างไสวและสวยงามมาก และทุกๆ คนก็ส่องแสงเป็นประกายจากภายในเช่นกัน ผมเห็นได้ชัดเจน
ท่านปู่อุ้มผมไว้บนตัก เหมือนกับผมเป็นเด็กเล็กๆ และบอกเรื่องวิมานให้ผมฟัง และในฉับพลันนั้นเอง หลวงพ่อและผมก็มายืนอยู่ข้างนอกวิมานของผม น่าอัศจรรย์มาก ผมไม่เคยแม้แต่จะฝันถึงสิ่งที่สวยงามอย่างนี้มาก่อนเลย จากเฉลียงของวิมาน ผมสามารถมองเห็นทะเลสาบอันกว้างขวางและสวยงาม และท้องฟ้าใสสีฟ้าอมเขียวได้ชัดเจน มีฝูงนกมามายบนท้องฟ้า มีเหล่าหงส์ นักกระสา เป็ด ห่าน ลอยเล่นอยู่ในทะเลสาบ สาวยลมอ่อนละมุนพัดเอื่อยๆ ในสายลมมีกลิ่นหอมโชยมาน่าชื่นใจ
ทันใดนั้น ท่านย่าก็มาอยู่ที่นั่น เราพากันเข้าไปในวิมาน ท่านย่าให้ผลไม้ในถ้วยชามทอง และเสื้อผผ้าที่สวยงาแก่ผม แล้วท่านก็จากไป
พ่อของผมที่ล่วงลับไปแล้วเกือบ ๔๕ ปี ก็อยู่ที่นั่น ลูกสาวผมที่ตายด้วยอุบัเหตุเรือล่มเมื่อ ๓๐ ปีก่อน ก็อยู่ที่นั่น ผมได้พบคุณปู่ คุณย่า คุณลุง คุณป้า คุณน้าของผม ทุกคนดูมีความสุขสบายดี
และแล้วหลวงพ่อก็บอกว่า "ถึงเวลาต้องกลับแล้ว คนอื่นๆ กำลังรอเราอยู่"
ผมรู้สึกตัวขึ้นและพบว่า ผมกำลังอยู่ในบ้าน ดร.สภาภรณ์ กับ ดร.ปริญญา และคนอื่นๆ
ผมขอขอบคุณหลวงพ่อ และคุณครูที่สอนมโนมยิทธิให้แก่ผม มี ดร.ปริญญา ลุงปรุง ท่านวิรัช ที่ทำให้ผมรู้ว่ามันเป็นไปได้ ที่ผมจะย้อนกลับไปสู่อดีต ไปดูเหตุการณ์ที่ผ่านมาในความเป็นอยู่ของผม ผมใช้คำว่า "ความเป็นอยู่" แทนคำว่า "ชีวิต" เพราะผมเคยอยู่ที่นั่นมาก่อน
ผมรู้ว่าชาติหนึ่ง ผมเกิดในปี พ.ศ. ๑๕๖๙ ผมเกิดเป็นนักสร้างเสื้อเกราะชื่อ อริทกะ ได้ต่อสู้ในสงครามเมืองเฮสติ้งส์ในปี พ.ศ. ๑๖๐๙ ผมอยู่ข้างประเทศอังกฤษ แต่ผมก็ต้องกลายเป็นผู้ผลิตเกราะให้แก่พวก นอร์มันผู้พิชิต เพราะอังกฤษพ่ายแพแก่พวกนอร์มันผู้รุกราน ที่นำโดยกษัตริย์วิลเลียมที่หนึ่ง ความสามารถในการทำเครื่องเหล็กในชาตินั้น ได้ถ่ายทอดมาจนถึงทุกวันนี้ โดยที่ผมจะมีความชำนาญเป็นพิเศษในเรื่องเกี่ยวกับงานเหล็ก
ผมรู้ว่า เมื่อก่อน ในสถานที่หนึ่ง ในสมัยหนึ่ง ผมเคยเกิดเป็นพี่ชายของหลวงพ่อ เราทั้งคู่เป็นทหารที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กัน เราทั้งคู่เคยได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ท้อง แม้ว่าเราจะเป็นพี่น้องกัน เราก็เคยทะเลาะกันบ้าง อย่างพี่น้องเท่านั้นจะพึงทะเลาะกัน และยังคงรักกันอยู่
สองสามปีก่อนที่ผมจะได้พบหลวงพ่อ ผมมีปัญหาอย่างมากกับกรมสรรพากรอเมริกัน (พวกเก็บภาษี) เขาหาว่าผมไม่ได้จ่ายเงินภาษีส่วนบุคคลกว่า ๓ ปี คำนวณคร่าวๆ แล้ว ผมต้องจ่ายเขาเป็นเงินมากกว่า ๑๖,๐๐๐ เหรียญ (ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ บาท) พวกนั้นที่ไห้ผมลำบากมาก ผมต้องจำนองบ้านซ้ำเป็นครั้งที่สอง เพื่อเอาเงินหลายพันเหรียญมาจ่ายแก่กรมสรรพากร
ต่อมา ผมเริ่มสวดมนต์ และนั่งสมาธิเป็นประจำ และขอคำแนะนำชี้แนะเสมอ และโดยเป็นปกติสม่ำเสมอ หลวงพ่อจะอยู่ที่นั่นเหมือนกันทุกๆ ครั้ง พร้อมด้วยหลวงปู่ปาน หลวงพ่อโต เมื่อผมเล่าปัญหาของผมให้หลวงพ่อฟัง ท่านยิ้มและผงกศรีษะ บอกว่าท่านรู้หมดแล้วในขณะนั้นเอง ด้วยเหตุผลประการใดไม่ทราบ ผมรู้ขึ้นมาทันทีทันใดว่า ผมต้องทำอย่างไร และด้วยการทำเช่นนั้น คิด กับ ผม ได้รับเงินที่จ่ายไปแล้วคืนมาทั้งหมด แถมได้รับดอกเบี้ยจากเงินนั้นอีกด้วย
เมื่อผมทำสมาธิ โดยปราศจากข้อยกเว้น โดยปราศจากความสงสัย ปราศจากความลังเล สิ่งแรกสุดที่ผมเห็นคือ หลวงพ่อ บางครั้งท่านยิ้ม บางครั้งท่านดูเคร่งเครียด บางครั้งท่านนั่ง บางครั้งท่านยืนพยุงกายด้วยไม้เท้า บางครั้งท่านป่ายานัตถุ์ แต่ท่านจะมาหาผมเสมอเพื่อพาผมไป เพื่อแนะนำผม อยู่กับผม ช่วยเหลือผม บางครั้งเมื่อผมเหนื่อยมาทั้งวัน และไม่สามารถตั้งตั้งใจทำสมาธิอีกต่อไป ท่านจะอยู่ที่นั่น
ท่านจะยิ้มแล้วพูดว่า "เอาไว้ทีหลัง ค่อยพยายามใหม่ทีหลังก้ได้นะ"
เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๔ ผมเข้ารับการผ่าตัดในช่องท้อง ซึ่งเป็นการผ่าตัดครั้งใหญ่ครั้งที่ ๒ ของร่างกายที่แสนเก่านี้ของผม แต่ครั้งนี้จะแตกต่างออกไป
ผมจำได้ว่า ถูกเข็นเข้าไปในห้องผ่าตัดอ่อนเพลียจากฤทธิ์ยา แต่ยังรู้สึกตัวบ้างว่า อะไรเกิดขึ้นรอบตัวผม ผมจำได้ว่าพุดกับหมอและผู้วางยาสลบ ผมจำได้ว่า ขณะที่ผมกำลังไม่รู้สึกตัวนั้น ผมรู้สึกอุ่นสบาย รอบๆ เตียงผ่าตัดมีแสงจ้า คล้ายแสงอาทิตย์ เหนือแสงจ้านั้น คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รองลงมาคือ หลวงพ่อ หลวงพ่อโต และหลวงปู่ปาน ผมจำได้เพียงเล้กน้อย ถึงช่วง ๕ วันต่อมาในห้องพักฟื้น อย่างไรก็ตามผมรู้ว่าท่านเหล่านั้นมาเยี่ยมผม ทุกเช้าและเย็น ผมแน่ใจว่าท่านเหล่านั้นอยู่กับผมในห้องพักฟื้น แม้ว่าผมจะง่วงเกินกว่าจะรับรู้การมาของพวกท่าน ผมสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ภายใน ๘ วัน ทั้งๆ ที่ครั้งก่อนที่ผมผ่าตัดช่องท้อง แม้จะมีอาการรุนแรงน้อยกว่าครั้งนี้ ผมยังต้องอยู่ในโรงพยบาลเกือบสามอาทิตย์ แต่ตอนผ่าตัดครั้งก่อนนั้นผมยังไม่ได้พบกับหลวงพ่อ
ถึงแม้ว่า ผมจะพบหลวงพ่อจริงๆ เพียง ๓ ครั้ง ๒ ครั้งในชิคาโก และอีกครั้งที่ในปีนี้ที่ วอชิงตัน ดี.ซี. แต่ผมรู้ว่าผมสามารถ "พบ" ท่าน หรือ "ไปหา" ท่าน ได้ทุกเวลา อย่างที่ผมกล่าวไว้แล้วว่า ท่านอยู่ที่นั่นทุกครั้งที่ผมทำสมาธิ ทุกครั้งที่พบท่าน ผมมักจะเล่าปัญหาของผมให้ท่านฟัง ท่านจะแนะนำทุกๆ ครั้ง และท่านจะอยู่กับผมเสมอ เวลาผมไปหาท่านปู่ท่านย่า และพักที่วิมานของผม ผมจะ "รู้" ว่า เมื่อไหร่ท่านป่วย หรือไม่สบาย หรือเมื่อไหร่ท่านเหนื่อยล้าจาก การที่คนจำนวนมากเรียกร้องให้ท่านสงเคราะห์
แม้แต่ขณะที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้ ผมยังรู้สึกว่าท่านมาอยู่ข้างๆ ผม เพราะผมขอคำแนะนำ คำชี้แนะ คำปรึกษาจากท่าน
ท่านบอกว่า "พอแล้ว เธอเล่าพอแล้ว"
ปัจฉิมลิขิต เรื่องทั้งหมดข้างต้นนี้ ผมเขียนขึ้นมาก่อนที่หลวงพ่อจะจากโลกนี้ไปในวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๕ คืนที่ท่านจากไปผมตื่นขึ้นมาราวๆ ตี ๔ ผมฝันถึงหลวงพ่อ ท่านดุสง่าและมีความสุข ผมลุกขึ้นไปดื่มน้ำในห้องครัว และพบว่า "คิด" นอนอยู่บนพื้นในห้องพระ เธอไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อนเลย เธอไม่สามารถจะหลับหรือพักผ่อนได้เลยในคืนนั้น เธอรู้สึกท้อแท้และสิ้นหวัง และรู้สึกว่าจำเป็นที่จะต้องมาอยู่ใกล้กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและหลวงพ่อ เรารู้ว่าหลวงพ่ออยู่กับเราในคืนนั้น คืนที่ท่านจากไป
ท่านยังอยู่กับเรา ผมรู้ว่าท่านอยู่กับผม แม้ในขณะที่ผมเขียน และเมื่อผมเห็นท่านตอนนี้ แสงรัศมีที่ผมเห็นยิ่งสว่างจ้ามากขึ้น เครื่องแต่งกายท่านเป็นเพชร ทอง และเงิน ท่านไม่ต้องใช้ไม้เท้าอีกต่อไป และถึงแม้ลักษณะท่านจะดูเหมือนก่อน แต่ความเมตตากรุณาอ่อนโยนดูเหมือนว่าจะเพิ่มมากขึ้น มากขึ้น ท่านอยู่กับสมเด็จ หลวงปู่ปาน หลวงพ่อโต และท่านแม่ศรี
และท่านอยู่กับเรา...
ด้วยความเคารพรัก
ซี เอ สโคฟิลด์ (ลุงแอล)
๒๒๒ ถนนทิเวอร์ตัน
เมือง เฟเยตต์วิลด์
รัฐ นอร์ท แคโรไลนา
สหรัฐอเมริกา
(แปลโดย ดร.ปริญญา นุตาลัย คัดจากหนังสือธัมมวิโมกข์ฉบับที่ ๑๖๐ เดือนมิถุนายน ๒๕๓๗)
จากเว็บ ศ.ธรรมทัสี
วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2552
บารมีหลวงพ่อช่วยผีที่หลอกที่โรงแรม
(คัดลอกจากหนังสือ ลูกศิษย์บันทึกเล่ม ๓ หน้า ๖๑๒-๖๑๓)
ข้าพเจ้าได้ยินชื่อหลวงพ่อ ครั้งแรกก็รู้สึกสนใจขึ้นมาทันที เพราะเป็นชื่อที่แปลก ไม่เคยได้ยินมาก่อน และผู้ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้จักหลวงพ่อก็คือ พี่ชายของข้าพเจ้าเอง (พระครูปลัด..) เนื่องจากพี่ชายของข้าพเจ้า ขณะนั้นได้กลับจากอเมริกา และบอกกับทางบ้านว่า จะบวชที่วัดท่าซุง กับหลวงพ่อซึ่งหลวงพี่ (ขณะเป็นฆราวาส) ได้เล่าถึงประวัติและ ปฏิปทาของหลวงพ่อให้กับทุกคนทางบ้านได้ฟัง และบอกว่าเลื่อมใสในหลวงพ่อตั้งแต่อยู่อเมริกาแล้ว อยากจะบวชที่วัดท่าซุงนี้มาก เมื่อหลวงพ่อได้อนุญาตให้บวชได้ ทุกคนก็อนุโมทนา ด้วยความยินดีเป็นอย่างมาก
จากการที่หลวงพี่ มาบวชที่วัดท่าซุงนี่เอง ทำให้ข้าพเจ้าและทุกคนในครอบครัวได้รู้จักหลวงพ่อ และทำให้ทุกคนหันหน้าเข้าหาวัดกันแทบทุกคน ตามแต่จริตของแต่ละคน สำหรับข้าพเจ้าเองนั้น เมื่อได้ศึกษาถึงคำสอนต่างๆ ของหลวงพ่อจากหนังสือ เทป คำสอนหลวงพ่อมาบ้าง ถึงจะไม่ลึกซึ้งนักก็เกิดความเลื่อมใส ในปฏิปทาและความเสียสละของหลวงพ่อมากขนาดนี้ ซึ่งเป็นโชคดีของข้าพเจ้า และครอบครัวที่ได้มาพบหลวงพ่อ เพราะทำให้ทุกคนเร่งทำความดี ทำบุญกุศล เพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์ ที่จะต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก นอกจากนี้ยังทำให้ได้ทราบว่า การทำบุญ - ทำอย่างไรจึงจะได้บุญ...ทำอย่างไรจึงจะได้ไม่ต้องเกิดอีก...ถึงแม้ในทางปฏบัติ จะทำได้ไม่ง่ายนัก แต่ทำให้เรามีหลักในการปฏิบัติ และดำรงชีวิตในทางที่ถูกที่ควร...โดยพยายามไม่หันเหออกจากศีล ๕ และกรรมบถ ๑๐ ก็ถือว่าเป็นหนทางที่ถูกที่สุดแล้ว "เพราะบารมีหลวงพ่อช่วย" ...บารมีหลวงพ่อมีมากล้น จนสุดพรรณนา ดังตัวอย่างที่ข้าพเจ้าได้ประสบมาด้วยตัวเองดังต่อไปนี้
เมื่อกลางปี ๓๔ ข้าพเจ้าได้ออกเยี่ยมลูกค้า กับทางบริษัทฯ และได้พักค้างคืนที่โรงแรมที่มีชื่อแห่งหนึ่งของ จ.หวัดลพบุรี ขณะที่กำลังจะหลับอยู่นั้น ข้าพเจ้าได้ยินเสียงเหมือนใครมาเรียกชื่ออยู่ข้างๆ หู พอลืมตาขึ้นมาดู...กลับเห็นภาพผู้หญิงหัวฟู หน้าใหญ่เท่ากระด้ง ลอยไปลอยมา หัวเราะเสียงดัง ข้าพเจ้ารู้สึกตกใจกลัวมาก สวดมนต์ทุกอย่างเท่าที่จำได้ แล้วภาพก็หายไป พอหลับตาอีก ก็เห็นผู้หญิงผมยาวๆ แต่งชุดดำ มายืนหน้าเศร้าอยู่ข้างเตียง ข้าพเจ้าก็รีบแผ่ส่วนกุศล และขว้าพระมาสวดมนต์พักใหญ่ และคิดว่าทำไมเห็นแต่แบบนี้ ทั้งๆ ที่ใจไม่ได้คิดอะไรเลย เวลาเข้าห้องพักก็ไหว้เจ้าที่เจ้าทางแล้ว พอคิดอยู่อย่างนั้นก็พยายามจะหลับต่อ ทั้งๆ ที่กลัวแสนกลัว ทีนี้พอหลับตาอีก ก็เห็นผู้ชายผูกคอห้อยต่องแต่งอยู่บนสะพาน ทีนี้ละ วิ่งเผ่นไปทั่วห้อง และขอความช่วยเหลือจากพวกเดียวกัน ซึ่งก็มาช่วยนั่งเป็นเพื่อนรอจนถึงเช้า เพราะคงไม่กล้านอนอีกแน่ๆ
พอรุ่งเช้า ได้ไปสอบถามกับพนักงานโรงแรม ซึ่งก็ไดเล่าให้ฟังว่า มีจริงๆ และพนักงานเองที่ได้เฝ้าเวรดึก ก็มักเจอบ่อยๆ และถามว่า เจ้าของโรงแรมเคยทำบุญให้พวกนี้มั้ย ก็บอกว่าไม่เคย เพราะเจ้าของโรงแรมไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ ซึ่งแขกหลายๆ รายก็เจอกันเยอะมาก บางรายต้องเช็คเอาท์กันกลางดึกเลยก็มี (เป็นบุญของข้าพเจ้าแล้วที่ยังไม่หัวใจวายซะก่อน)
เมื่อข้าพเจ้ากลับกรุงเทพฯ ก็รีบทำบุญใส่บาตร ปล่อยปลา กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับพวกเขาไป แต่เป็นเพราะเหตุใดไม่ทราบ พวกเขาไม่ได้ส่วนบุญ ที่ข้าพเจ้าทำให้ เพราะพวกเขาตามมาถึงที่บ้านของข้าพเจ้า มาทำเสียงแปลกๆ อยู่ที่หน้าต่างห้องนอน ประมาณตีหนึ่งตีสองถึง ๔ คืน (แต่เข้าห้องไม่ได้ เพราะมีหิ้งพระอยู่ที่หัวนอน) จนคืนที่ ๕ คืนนี้ซิมาแรง มาเป็นกลิ่นเหม็นเหมือนเผาศพอบอวลไปหมด คราวนี้ข้าพเจ้าเพิ่งนึกออก จึงอธิษฐานบอกไปว่า พรุ่งนี้ ข้าพเจ้าจะส่งเงินไปถวายสังฆทานกับหลวงพ่อที่วัดท่าซุงให้ แค่นี้เท่านั้นเอง กลิ่นก็หายไป แต่ข้าพเจ้าก็ไม่กล้านอนอยู่ดี
พอรุ่งเช้า เมื่อข้าพเจ้าไปถึงที่ทำงาน และวานให้พนักงานไปส่งธนาณัติ เพื่อถวายสังฆทาน จำนวน ๓ กอง ให้กับพวกเขา (โดยนึกเผื่อไปถึงอีก ๒ ซึ่งเคยขอความช่วยเหลือ) เมื่อพนักขับรถออกไปได้ประมาณ ๑๐ นาที (ซึ่งไปไปรษณีย์ต้องใช้เวลาประมาณถึง ๓๐ นาที) ข้าพเจ้าซึ่งเพลียกับการอดหลับอดนอนมาหลายวัน จึงรับรับทานยาแล้วก็ขออนุญาตนอนพัก แค่เพียงข้าพเจ้าหลับตาเท่านั้น พวกเขาทั้ง ๕ คนมากันเลย มาโบกมือบ๊ายบาย แล้วบอกว่า "ไปแล้วนะ" ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกโล่งใจและดีใจ ที่พวกเขาได้รับส่วนบุญที่ข้าพเจ้าทำให้ และรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมพวกเขาถึงได้รับกันเร็วขนาดนี้ เมื่อคิดได้ก็ไม่รู้สึกแปลกใจที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะบารมีหลวงพ่อที่มีมากล้นนี่เอง จึงสามารถสงเคราะห์ผู้ที่เดือดร้อนได้ทันที แม้นเพียงแค่นึกเท่านั้นเอง
----------------------------------
(ความเห็นส่นตัว เรื่องนี้เป็นการยืนยืนที่หลวงพ่อเคยบอกว่า "แค่ตั้งใจทำบูญจริงๆ อานิสงส์ก็เกิดแล้ว" สามารถอุทิศบุญได้เลย และหากเราตายก่อนทำก็รับอานิสงส์เต็มที่...น่าสังเกตุว่า การทำบุญอุทิศส่วนุศลเข้าใจว่า ทั้งๆ ที่ทำครั้งแรกการใส่บาตรซึ่งเป็นสังฆทานเหมือนกัน และมีการปล่อยสัตว์ ผีอาจกรรมหนักเลยรับบุญไม่ได้ จึงต้องทำสังฆทานครบเครื่อง และผู้รับ หรือตัวแทนสงฆ์เป็นพระอรหันต์ หลวงพ่อบอกว่า "สังฆทานถูกจังหวะ" ส่วนตัวผมเข้าใจว่าปัจจุบันพระรับสังฆทานแทน ที่วัดก็เห็นไม่กี่องค์ และคงไม่ธรรมดาแนะๆ ครับ)
ศ.ธรรมทัสี
อ้างอิงจากเว็บ ศ.ธรรมทัสสี
ข้าพเจ้าได้ยินชื่อหลวงพ่อ ครั้งแรกก็รู้สึกสนใจขึ้นมาทันที เพราะเป็นชื่อที่แปลก ไม่เคยได้ยินมาก่อน และผู้ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้จักหลวงพ่อก็คือ พี่ชายของข้าพเจ้าเอง (พระครูปลัด..) เนื่องจากพี่ชายของข้าพเจ้า ขณะนั้นได้กลับจากอเมริกา และบอกกับทางบ้านว่า จะบวชที่วัดท่าซุง กับหลวงพ่อซึ่งหลวงพี่ (ขณะเป็นฆราวาส) ได้เล่าถึงประวัติและ ปฏิปทาของหลวงพ่อให้กับทุกคนทางบ้านได้ฟัง และบอกว่าเลื่อมใสในหลวงพ่อตั้งแต่อยู่อเมริกาแล้ว อยากจะบวชที่วัดท่าซุงนี้มาก เมื่อหลวงพ่อได้อนุญาตให้บวชได้ ทุกคนก็อนุโมทนา ด้วยความยินดีเป็นอย่างมาก
จากการที่หลวงพี่ มาบวชที่วัดท่าซุงนี่เอง ทำให้ข้าพเจ้าและทุกคนในครอบครัวได้รู้จักหลวงพ่อ และทำให้ทุกคนหันหน้าเข้าหาวัดกันแทบทุกคน ตามแต่จริตของแต่ละคน สำหรับข้าพเจ้าเองนั้น เมื่อได้ศึกษาถึงคำสอนต่างๆ ของหลวงพ่อจากหนังสือ เทป คำสอนหลวงพ่อมาบ้าง ถึงจะไม่ลึกซึ้งนักก็เกิดความเลื่อมใส ในปฏิปทาและความเสียสละของหลวงพ่อมากขนาดนี้ ซึ่งเป็นโชคดีของข้าพเจ้า และครอบครัวที่ได้มาพบหลวงพ่อ เพราะทำให้ทุกคนเร่งทำความดี ทำบุญกุศล เพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์ ที่จะต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก นอกจากนี้ยังทำให้ได้ทราบว่า การทำบุญ - ทำอย่างไรจึงจะได้บุญ...ทำอย่างไรจึงจะได้ไม่ต้องเกิดอีก...ถึงแม้ในทางปฏบัติ จะทำได้ไม่ง่ายนัก แต่ทำให้เรามีหลักในการปฏิบัติ และดำรงชีวิตในทางที่ถูกที่ควร...โดยพยายามไม่หันเหออกจากศีล ๕ และกรรมบถ ๑๐ ก็ถือว่าเป็นหนทางที่ถูกที่สุดแล้ว "เพราะบารมีหลวงพ่อช่วย" ...บารมีหลวงพ่อมีมากล้น จนสุดพรรณนา ดังตัวอย่างที่ข้าพเจ้าได้ประสบมาด้วยตัวเองดังต่อไปนี้
เมื่อกลางปี ๓๔ ข้าพเจ้าได้ออกเยี่ยมลูกค้า กับทางบริษัทฯ และได้พักค้างคืนที่โรงแรมที่มีชื่อแห่งหนึ่งของ จ.หวัดลพบุรี ขณะที่กำลังจะหลับอยู่นั้น ข้าพเจ้าได้ยินเสียงเหมือนใครมาเรียกชื่ออยู่ข้างๆ หู พอลืมตาขึ้นมาดู...กลับเห็นภาพผู้หญิงหัวฟู หน้าใหญ่เท่ากระด้ง ลอยไปลอยมา หัวเราะเสียงดัง ข้าพเจ้ารู้สึกตกใจกลัวมาก สวดมนต์ทุกอย่างเท่าที่จำได้ แล้วภาพก็หายไป พอหลับตาอีก ก็เห็นผู้หญิงผมยาวๆ แต่งชุดดำ มายืนหน้าเศร้าอยู่ข้างเตียง ข้าพเจ้าก็รีบแผ่ส่วนกุศล และขว้าพระมาสวดมนต์พักใหญ่ และคิดว่าทำไมเห็นแต่แบบนี้ ทั้งๆ ที่ใจไม่ได้คิดอะไรเลย เวลาเข้าห้องพักก็ไหว้เจ้าที่เจ้าทางแล้ว พอคิดอยู่อย่างนั้นก็พยายามจะหลับต่อ ทั้งๆ ที่กลัวแสนกลัว ทีนี้พอหลับตาอีก ก็เห็นผู้ชายผูกคอห้อยต่องแต่งอยู่บนสะพาน ทีนี้ละ วิ่งเผ่นไปทั่วห้อง และขอความช่วยเหลือจากพวกเดียวกัน ซึ่งก็มาช่วยนั่งเป็นเพื่อนรอจนถึงเช้า เพราะคงไม่กล้านอนอีกแน่ๆ
พอรุ่งเช้า ได้ไปสอบถามกับพนักงานโรงแรม ซึ่งก็ไดเล่าให้ฟังว่า มีจริงๆ และพนักงานเองที่ได้เฝ้าเวรดึก ก็มักเจอบ่อยๆ และถามว่า เจ้าของโรงแรมเคยทำบุญให้พวกนี้มั้ย ก็บอกว่าไม่เคย เพราะเจ้าของโรงแรมไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ ซึ่งแขกหลายๆ รายก็เจอกันเยอะมาก บางรายต้องเช็คเอาท์กันกลางดึกเลยก็มี (เป็นบุญของข้าพเจ้าแล้วที่ยังไม่หัวใจวายซะก่อน)
เมื่อข้าพเจ้ากลับกรุงเทพฯ ก็รีบทำบุญใส่บาตร ปล่อยปลา กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับพวกเขาไป แต่เป็นเพราะเหตุใดไม่ทราบ พวกเขาไม่ได้ส่วนบุญ ที่ข้าพเจ้าทำให้ เพราะพวกเขาตามมาถึงที่บ้านของข้าพเจ้า มาทำเสียงแปลกๆ อยู่ที่หน้าต่างห้องนอน ประมาณตีหนึ่งตีสองถึง ๔ คืน (แต่เข้าห้องไม่ได้ เพราะมีหิ้งพระอยู่ที่หัวนอน) จนคืนที่ ๕ คืนนี้ซิมาแรง มาเป็นกลิ่นเหม็นเหมือนเผาศพอบอวลไปหมด คราวนี้ข้าพเจ้าเพิ่งนึกออก จึงอธิษฐานบอกไปว่า พรุ่งนี้ ข้าพเจ้าจะส่งเงินไปถวายสังฆทานกับหลวงพ่อที่วัดท่าซุงให้ แค่นี้เท่านั้นเอง กลิ่นก็หายไป แต่ข้าพเจ้าก็ไม่กล้านอนอยู่ดี
พอรุ่งเช้า เมื่อข้าพเจ้าไปถึงที่ทำงาน และวานให้พนักงานไปส่งธนาณัติ เพื่อถวายสังฆทาน จำนวน ๓ กอง ให้กับพวกเขา (โดยนึกเผื่อไปถึงอีก ๒ ซึ่งเคยขอความช่วยเหลือ) เมื่อพนักขับรถออกไปได้ประมาณ ๑๐ นาที (ซึ่งไปไปรษณีย์ต้องใช้เวลาประมาณถึง ๓๐ นาที) ข้าพเจ้าซึ่งเพลียกับการอดหลับอดนอนมาหลายวัน จึงรับรับทานยาแล้วก็ขออนุญาตนอนพัก แค่เพียงข้าพเจ้าหลับตาเท่านั้น พวกเขาทั้ง ๕ คนมากันเลย มาโบกมือบ๊ายบาย แล้วบอกว่า "ไปแล้วนะ" ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกโล่งใจและดีใจ ที่พวกเขาได้รับส่วนบุญที่ข้าพเจ้าทำให้ และรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมพวกเขาถึงได้รับกันเร็วขนาดนี้ เมื่อคิดได้ก็ไม่รู้สึกแปลกใจที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะบารมีหลวงพ่อที่มีมากล้นนี่เอง จึงสามารถสงเคราะห์ผู้ที่เดือดร้อนได้ทันที แม้นเพียงแค่นึกเท่านั้นเอง
----------------------------------
(ความเห็นส่นตัว เรื่องนี้เป็นการยืนยืนที่หลวงพ่อเคยบอกว่า "แค่ตั้งใจทำบูญจริงๆ อานิสงส์ก็เกิดแล้ว" สามารถอุทิศบุญได้เลย และหากเราตายก่อนทำก็รับอานิสงส์เต็มที่...น่าสังเกตุว่า การทำบุญอุทิศส่วนุศลเข้าใจว่า ทั้งๆ ที่ทำครั้งแรกการใส่บาตรซึ่งเป็นสังฆทานเหมือนกัน และมีการปล่อยสัตว์ ผีอาจกรรมหนักเลยรับบุญไม่ได้ จึงต้องทำสังฆทานครบเครื่อง และผู้รับ หรือตัวแทนสงฆ์เป็นพระอรหันต์ หลวงพ่อบอกว่า "สังฆทานถูกจังหวะ" ส่วนตัวผมเข้าใจว่าปัจจุบันพระรับสังฆทานแทน ที่วัดก็เห็นไม่กี่องค์ และคงไม่ธรรมดาแนะๆ ครับ)
ศ.ธรรมทัสี
อ้างอิงจากเว็บ ศ.ธรรมทัสสี
วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552
พยากรณ์อนาคตประเทศไทย
อ้างอิงจากหนังสือธัมมวิโมกข์ ปีที่ ๒๙ ฉบับที่ ๓๒๐ (ประจำเดือน พย. พ.ศ. ๒๕๕๐ หน้า ๔๓-๕๒)
บรรยายโดย..
พระมหาวีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
เมื่อวันพุธที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๘
มัชฌิมา : ผู้คัดลอก
เรื่องมีอยู่ว่า...ท่านพลตรียุทธศิลป์ เกสรศุกร์ ผู้บัญชาการกองพลที่ ๓ (ยศและตำแหน่งสมัยนั้น) ได้นิมนต์ หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) พร้อมด้วยพระเถระรวม ๖ รูป เพื่อไปบำรุงขวัญของทหารในเขตกองทัพภาคที่ ๒ โดยนำ "ผ้ายันต์มหาพิชัยสงคราม" และ "เหรียญเอกราช" ไปแจกให้แก่ทหารตามฐานปฏิบัติการชายแดน ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๘ และในวันสุดท้ายคือวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๘ ได้ทำการแจกให้แก่ทหาร ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา และก่อนทำการแจกได้แสดงธรรมิกถาพิเศษ เรื่อง “อนาคตของชาติ” ณ พุทธศาสนสถาน ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา
มูลเหตุที่มาแจกวัตถุมงคล
“...เจริญสุข แก่บรรดาทหารของชาติทุกท่าน อาตมาได้ไปทำการจากจ่ายผ้ายันต์และเหรียญแก่ทหารทางภาคเหนือมาแล้ว ๓ ครั้ง ต่อมาได้ทราบจากข้าหลวงของสมเด็จพระบรมราชินีนาถว่า “...สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงปรารภว่า "หลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านไม่ห่วงทหารภาคอีสานหรืออย่างไร จึงไม่ไปแจกของแก่ทหารทางภาคอีสานบ้าง.."
ความจริงอาตมาห่วงทหารทางภาคอีสานเช่นเดียวกับทหารทางภาคเหนือ เมื่อท่านผู้บัญชาการกองพลที่ ๓ รับจะอำนวยความสะดวกในการเดินทางมาแจกจ่าย จึงได้นำสิ่งของมาแจกให้ครั้งนี้
ขั้นแรกอนุศาสนาจารย์ได้อาราธนาให้แสดงธรรม ต่อมาท่านผู้บัญชาการกองพลได้อาราธนาให้เล่าเรื่องของที่นำมาแจกจ่ายว่าทรงคุณค่าอย่างไรบ้าง ผู้ที่ได้รับแจกไปจะได้เกิดศรัทธาความเชื่อมั่น
เพื่อสนองเจตนาของอนุศาสนาจารย์และท่านผู้บังคับบัญชากองพลที่ ๓ ได้อาราธนาจึงขอพูดเรื่องธรรมะก่อนสักเล็กน้อย จากนั้นจึงจะพูดถึงเรื่องสิ่งของที่นำมาแจกจ่าย
เราทุกคนอยากมีความดีด้วยกันทั้งนั้น แม้บางคนนึกว่าตนเองอยากมั่งอยากมี อยากมียศมีอำนาจ แต่ความจริงแล้วก็คืออยากมีดีนั่นเอง
แม้เราจะมียศสูง แต่ถ้าใครมาว่าเราเป็นคนไม่ดี เราก็ไม่ชอบ เพราะฉะนั้นใครจะอยากอะไรก็ตามเถอะ แต่ที่สุดของความอยากนั้นก็คือความดีนั่นเอง
รักษาศีล ๕ ให้ได้
ความดีนั้นมีกฏเกณฑ์ที่เราจะต้องทำเป็นเบื้องต้น ๕ ประการ คือ
๑. เราไม่อยากให้ใครมาฆ่า รังแก ข่มเหงเรา เราก็อย่าไปฆ่า ไปรังแก ไม่ข่มเหงเขา
๒. เราไม่อยากให้ใครมาลักของๆ เรา เราก็อย่าไปลักของๆ เขา
๓. เราไม่อยากให้ใครมาผิดลูกผิดเมียเรา เราก็อย่าไปผิดลูกผิดเมียเขา
๔. เราไม่อยากให้ใครมาโกหกเรา เราก็อย่าไปโกหกเขา
๕. เราไม่อยากเป็นคนบ้า ก็อย่าไปดื่มสุราเมรัย เพราะถ้าเราดื่มสุรามากๆ เราจะกลายเป็นคนบ้า
เจริญพรหมวิหาร ๔ ไว้
ความดีที่สูงขึ้นไปอีกที่เราควรประพฤติเป็นหลักในการดำรงชีวิต เพื่อความสุขความเจริญแก่ตนเองคือ พรหมวิหาร มี ๔ ประการคือ
๑. เมตตา ความรัก เราต้องรักตัว รักครอบครัว รักญาติพี่น้องหมู่คณะ ตลอดจนถึงรักประเทศชาติ
๒. กรุณา ความสงสาร ที่มีต่อบุคคลที่ตกทุกข์ได้ยาก อยากให้เขาพ้นจากความทุกข์ทรมานที่เขารับอยู่
๓. มุทิตา ยินดีด้วยเมื่อบุคคลอื่นได้ดีมีความสุข ไม่ริษยาเขา เขาได้ดีก็ชื่นชมอนุโมทนาด้วย
๔. อุเบกขา วางเฉย เช่น เมื่อลูกของเรา ญาติพี่น้อง หรือพรรคพวกของเราไม่ทำผิด เราต้องวางตัวเป็นกลาง เมื่อเขาจะได้รับโทษก็ถือเป็นกรรมของเขา ไม่ช่วยเหลือเขาในทางที่ผิด
เว้นจากความลำเอียงทั้ง ๔ ประการ
ผู้ที่จะมีคุณธรรมในข้อที่ ๔ นี้จำเป็นจะต้องมีคุณธรรมข้ออื่นสนับสนุน คือเราต้องเว้นจาก อคติ คือ
๑. ความลำเอียงเพราะความรัก
๒. ความลำเอียงเพราะความชัง
๓. ความลำเอียงเพราะความหลง
๔. ความลำเอียงเพราะความกลัว
ทหารแปลว่าคนหนุ่ม
ทหารทุกคนต้องเป็นคนหนุ่ม แม้จะแก่อายุมากแล้วก็ต้องทำตัวเป็นคนหนุ่ม เพราะคำว่า ทหาร แปลว่า คนหนุ่ม
คนหนุ่มนั้นจะต้องเป็นคนแข็งแรงว่องไวกล้าหาญบึกบึน มีไหวพริบปฏิภาณดี มีความสามัคคีรักใคร่กัน ไม่ทอดทิ้งกันเมื่อมีภัย ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท
และข้อสำคัญที่สุดนั้นต้องยอมตายเพื่อประเทศชาติบ้านเมืองเมื่อถึงคราวจำเป็น นี้พูดอย่างทหาร เพราะอาตมาเคยเป็นทหารเรือมาแล้ว ย่อมรู้จักชีวิตวิญญาณของทหารดี
ทหารไปรบถือว่าทำเพื่อชาติบ้านเมือง
ทหารที่ไปราชการสงครามเพื่อป้องกันอริราชศัตรูนั้น หากไปฆ่าข้าศึกศัตรูก็ไม่ถือว่าเป็นความชั่ว แต่เป็นการทำดีต่างหาก เพราะเราทำหน้าที่ป้องกันสิ่งที่ดีงามเอาไว้
ความดีนั้นคือความอยู่รอดของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความสงบสุขของปวงชนในผืนแผ่นดินไทยทุกคน
ความสงบสุขนั้นเป็นยอดของความดีทั้งมวล การที่เรายอมเสียสละเลือดเนื้อและชีวิตของเราเพื่อรักษาความดีทั้งหลายดังกล่าวมาแล้วนั้นไว้
จึงได้ชื่อว่าเราทุกคนได้ทำความดี สมศักดิ์ศรีของทหารไทย จึงไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นบาปกรรม
ภูอันธพาล (ภูพาน)
อาตมาขึ้นเครื่องบินผ่านภูอันธพาล ไม่อยากเรียกว่า "ภูพาน" ดังที่เขาเรียกกัน เพราะภูนี้มีแต่พวกอันธพาลทั้งนั้น ได้พิจารณาถึงเหตุการณ์บ้านเมืองและการสู้รบของทหารเห็นว่า เราทุกคนจะไม่แพ้ จะไม่ต้องตกเป็นทาสของใครๆ ดังที่พวกเราพากันวิตกกังวลกันอยู่ในขณะนี้ แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงปริวิตกและทรงมีความห่วงใยประเทศชาติบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง
ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๑๘ พระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีนาถได้เสด็จไปยังวัดของอาตมา (วัดท่าซุง) และได้ตรัสถามความเป็นไปของบ้านเมืองในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร
อนาคตของชาติ
อาตมาได้ถวายพระพรพระองค์ว่า “ประเทศชาติบ้านเมืองของเราจะไม่ตกเป็นทาสของใคร อาตมาขอถวายชีวิตเป็นประกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๐ เป็นต้นไป ประเทศไทยจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ความเยือกเย็นจะเริ่มปรากฏ ความมั่งคั่งสมบูรณ์จะมีขึ้นแก่ประเทศชาติและประชาชน แต่จะยังไม่ปรากฏชัดนัก แต่เราจะมองเห็นได้ชัดๆ ก็ต้องปี พ.ศ. ๒๕๒๔ เปรียบเหมือนอรุณได้ขึ้นดีแล้วและเริ่มฉายแสงให้เห็นความมืดหมดไป”
ที่อาตมากล้ายืนยันต่อพระองค์เช่นนั้น ก็เพราะเหตุผลหลายประการ คือ
คำทำนายของพระพุทธโฆษาจารย์
ในประการแรก อาตมาได้พบและได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งเป็นสมุดข่อย ซึ่งพระอรหันต์ในอดีตนามว่า พระพุทธโฆษาจารย์ (ลำใย) เขียนไว้ ทำนายชะตาบ้านเมืองก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะแตกเสียอิสรภาพแก่พม่า ก่อนที่กรุงเทพฯ ยังไม่ปรากฏ
โดยท่านได้เขียนทำนายไว้ว่า
“กรุงศรีอยุธยาจะต้องถูกข้าศึกตีแตก แจ่จะเสียอิสรภาพไม่นานนัก จะมีคนดีของกรุงศรี
อยุธยามากู้ชาติ แต่เมื่อกู้ชาติได้แล้วจะต้องไปตั้งเมืองหลวงอยู่ใหม่”
และเหตุการณ์ต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยาก็ได้เป็นจริงตามคำทำนายทุกอย่าง
ทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าทั้ง ๑๐ รัชกาล
ในสมุดข่อยเล่มเดียวกันนี้ พระพุทธโฆษาจารย์ได้กล่าวทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแก่กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงใหม่ ในวันข้างหน้า ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแต่ละรัชกาลดังนี้
รัชกาลที่ ๑. ทำนายว่า มหากาฬผ่านมหายักษ์
รัชกาลที่ ๒. ทำนายว่า รู้จักธรรม
รัชกาลที่ ๓. ทำนายว่า จำต้องคิด
รัชกาลที่ ๔. ทำนายว่า สนิทธรรม
รัชกาลที่ ๕. ทำนายว่า จำแขนขาด
รัชกาลที่ ๖. ทำนายว่า ราษฎร์ราชาโจร
รัชกาลที่ ๗. ทำนายว่า นั่งทนทุกข์
รัชกาลที่ ๘. ทำนายว่า ยุคทมิฬ
รัชกาลที่ ๙. ทำนายว่า ถิ่นกาขาว
รัชกาลที่ ๑๐. ทำนายว่า ชาววิไล
ความแม่นยำของคำทำนาย
เมื่อพิจารณาถึงคำทำนายและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละรัชกาลก็จะเห็นได้ชัดว่า คำทำนายนั้นถูกต้องเพียงใด
รัชกาลที่ ๑. ผ่าน พระเจ้าตากสิน ขึ้นครองราชย์สมบัติ
รัชกาลที่ ๒. ท่านว่างจากศึกสงครามก็หันมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ให้พระสงฆ์ค้นคว้าพระธรรมวินัยรวบรวมกันเป็นการใหญ่
รัชกาลที่ ๓. ท่านมีหัวคิดริเริ่มหาเงินมาสร้างสรรค์บ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองปรากฏมาจนถึงทุกวันนี้
รัชกาลที่ ๔. ท่านสนิทธรรม ก็เพราะพระราชาองค์นี้ทรงผนวชถึง ๒๗ พรรษา มีความคล่องตัวในพระธรรมวินัย ทรงไว้ซึ่งพระไตรปิฎกอย่างแตกฉาน และยังมีความสนิทสนมกับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) อย่างยิ่ง เป็นคู่บารมีกัน
รัชกาลที่ ๕. จำแขนขาด เราเห็นได้ชัดมาก เพราะเราต้องเสียดินแดนไปหลายครั้งหลายหน โดยพระองค์ทรงยอมเสียแขนขาดีกว่าเสียตัวทั้งหมด คือยอมเสียผืนแผ่นดินบางส่วน เพื่อรักษาเอกราชของชาติไว้
รัชกาลที่ ๖. เป็นโจร เพราะทรงใช้จ่ายเงินในท้องพระคลังจนหมดสิ้น แต่อาตมาเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นนักชาตินิยม มีพระปรีชาสามารถปลุกใจประชาชนให้รักชาติบ้านเมือง เช่นมีเพลงบทหนึ่งทรงพระนิพน์ไว้ว่า “ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง คงจะต้องบังคับขับไส เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำร่ำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย” ทรงเป็นนักประชาธิปไตย จึงได้ทำทุกอย่างให้บุคคลอื่นเห็นว่า พระองค์ไม่ทรงถือพระองค์ เช่น แสดงมหรสพ เล่นโขนกับข้าราชบริพาร
ยิ่งกว่านั้นพระองค์ยังสามารถทำให้ประเทศไทยเป็นที่ปรากฏแก่ชาวโลก โดยส่งทหารไปช่วยสงครามโลกครั้งที่ ๑ จึงจำเป็นต้องใช้เงินมาก แม้จะใช้เงินมาก แต่ประโยชน์ก็เกิดแก่ประเทศชาติอย่างหนัก
รัชกาลที่ ๗. นั่งทนทุกข์ พระองค์เสวยราชสมบัติอยู่ในเกณฑ์ตกอับพอดี เงินในท้องพระคลังก็หมดมาแต่รัชกาลก่อน
พระองค์จึงทรงประทับอยู่บนกองทุกข์ต้องดุลข้าราชการออกเป็นจำนวนมาก เท่านั้นยังไม่พอ ต่อมาพระองค์ต้องจำพระทัยสละราชสมบัติ ไปนั่งทนทุกข์อยู่ต่างแดน จนสิ้นพระชนม์
รัชกาลที่ ๘. ยุคทมิฬ บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประชาชนตกอยู่ในสภาพบ้านแตก อดอยากยากแค้นแสนสาหัส พระมหากษัตริย์ก็ถูกลอบปลงพระชนม์จนสวรรคต
รัชกาลที่ ๙. ทำนายว่า ถิ่นกาขาว เราก็เห็นแล้วว่าฝรั่งมาอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ล้วนแต่คนผิวขาวทั้งนั้น
สำหรับรัชกาลต่อไป คือ รัชกาลที่ ๑๐. ทำนายว่า ชาววิไล หมายความว่า บ้านเมืองเราได้ผ่านยุคเข็ญมาแล้ว จะได้ประสบความเจริญรุ่งเรืองกันเสียที เราจะมั่งคั่งสมบูรณ์เหมือนนานาอารยะประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย
ราชวงศ์จักรีจะมีเพียง ๑๐ รัชกาลเท่านั้นรึ?
ปัญหาที่น่าคิดต่อไปก็คือว่า
ทำไมพระพุทธโฆษาจารย์จึงทำนายเหตุการณ์บ้านเมืองไว้เพียง ๑๐ รัชกาลเท่านั้น? กรุงเทพมหานครจะมีพระมหากษัตริย์เพียง ๑๐ พระองค์เท่านั้นหรือ?
เป็นเรื่องที่อาตมาสนใจเป็นพิเศษ
จึงได้สอบถามเรื่องนี้กับ หลวงพ่อปาน และพระอาจารย์ต่างๆ ซึ่งจิตของท่านเป็นสมาธิเข้าถึงขั้นอภิญญา สามารถที่จะรู้จริงในเรื่อง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งก็ยังมีอยู่หลายๆ องค์ในขณะนี้
ทุกๆ รูปที่อาตมาสอบถามจากท่าน ต่างก็ยืนยันตรงกันว่า
พระมหากษัตริย์จะยังคงมีอยู่คู่กับชาติไทยตลอดไปอีกนาน มิใช่เพียงแค่ ๑๐ พระองค์เท่านั้น แต่ที่พยากรณ์ไว้เพียงแค่นั้นก็เพราะว่าเริ่มตั้งแต่รัชกาลที่ ๑๐ เป็นต้นไป บ้านเมืองจะมั่งคั่งสมบูรณ์ ร่มเย็นผาสุก ประชาชนในชาติจะร่ำรวย ประเทศไทยจะเป็นประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่ง ซึ่งจะมีแต่ความเจริญตลอดไป ไม่ล้มลุกคลุกคลานดังที่แล้วมา จึงไม่จำเป็นจะต้องพยากรณ์ต่อไปอีก”
พระพุทธทำนายเหตุการณ์ของโลก
ประการที่ ๒. ที่ยืนยันว่าประเทศไทยจักไม่ตกเป็นทาสของใครๆ นั้นคือ พระพุทธทำนายเหตุการณ์ของโลก พระพุทธทำนายนี้ก็มีปรากฏในสมุดข่อยของพระพุทธโฆษาจารย์เช่นเดียวกัน ซึ่งมีข้อความปรากฏโดยสังเขปดังนี้
..อานันทะ ดูก่อน อานนท์ โลกต่อไปจะเต็มไปด้วยความเร่าร้อน ก่อนกึ่งพุทธกาล ๑๕ ปี (ประมาณ พ.ศ.๒๔๘๕) จะมีฝนเหล็กตกจากอากาศ จะมีไฟลุกจากอากาศ เหล็กกล้าจะผุดจากน้ำมาทำลายมนุษย์ มนุษย์และสมณะชีพราหมณ์จะตายกันมาก
แต่ว่า.. อานนท์ ความเร่าร้อนก่อนกึ่งพุทธกาลนั้น ยังมีความเร่าร้อนน้อยกว่า ความเร่าร้อนหลังกึ่งพุทธกาล
หลังกึ่งพุทธกาลจะมีความร้ายแรงยิ่งไปกว่านั้น ยักษ์หินที่ถูกสาปจะลุกขึ้นมาอาละวาดสมณะชีพราหมณ์จะล้มตาย ยักษ์นอกพระพุทธศาสนาทั้งหลายจะฆ่าฟันกันและกัน จะตายกันไปคนละครึ่ง จึงจะหยุดยั้งเลิกรบกัน
แต่ทว่าประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น จะมีภัยเช่นนี้เหมือนกัน แต่ไม่มากนัก”
ความแม่นยำของพุทธทำนาย
จากพระพุทธเจ้าทำนายนี้เราก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นความจริงทุกอย่าง ก่อนพุทธกาลได้เกิด สงครามโลกครั้งที่ ๒ ลูกระเบิดต่างๆ ซึ่งเป็นเหล็กเป็นไฟได้หลั่งไหลลงมาจากอากาศพิฆาตมนุษย์
หลังกึ่งพุทธกาลได้เกิดสงครามลัทธิคือพวกยักษ์นอกศาสนา เพิ่งจะเลิกรากันไป แต่เมืองไทย ก็ยังได้รับผลกระทบกระเทือนมาจนกระทั่งบัดนี้
มีเพียงไทยที่นับถือพุทธอย่างมั่นคง
ตามพระพุทธทำนายนั้นได้บ่งชี้ชัดว่าประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาจะมีภัยบ้างแต่ไม่มากนัก หากเราพิจารณาให้ดีๆ ก็จะเห็นเด่นชัดว่า ประเทศไทย นี้เท่านั้นที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง และเป็นประเทศสุดท้ายที่พระพุทธศาสนายังเหลืออยู่ในท้องถิ่นบริเวณนี้ ประเทศอื่นๆ รอบบ้านเราก็กลายเป็นพวกเดียรถีย์นอกศาสนาพุทธไปเกือบหมดแล้ว
เพราะฉะนั้น ประเทศไทยจึงเป็นเมืองสุดท้ายที่พระพุทธศาสนาจะสถิตสถาพรอยู่ได้ตลอดไป
พระเจ้าอังครัฐตั้งจิตขอพบพระอรหันต์
ในพระพุทธทำนายซึ่งปรากฏในตำนานบางแห่งได้เล่าไว้ว่า
พระเจ้าอังครัฐ เจ้าเมืองอังครัฐ ซึ่งเป็นเมืองที่ประดิษฐาน พระธาตุจอมทอง อยู่ในขณะนี้ ได้ทรงตั้งจิตอธิษฐานขอให้พระองค์ได้พบพระอรหันต์ ขอให้พระอรหันต์เสด็จมาโปรด
พระพุทธองค์ทรงทราบวาระจิตของพระเจ้าอังครัฐ จึงทรงส่งพระโมคคัลลาน์ พร้อมด้วยพระเถระรวม ๔ รูป เดินทางมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่เมืองอังครัฐก่อน
ศาสนาจะอยู่ในเมืองไทยครบ ๕,๐๐๐ ปี
ส่วนพระองค์ได้เสด็จมาภายหลัง เมื่อเสด็จมาถึงเมืองนั้น ได้ทรงพยากรณ์เกี่ยวกับความเป็นไปในอนาคตของพระพุทธศาสนาไว้ว่า “พระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองตั้งมั่นอยู่ในท้องถิ่นนี้ถึง ๕,๐๐๐ ปี”
เมื่อพระพุทธศาสนายังตั้งมั่นอยู่ได้ในผืนแผ่นดินไทยตามพระพุทธทำนาย ก็หมายความว่าเมืองไทยจะต้องไม่ตกเป็นทาสของใครๆ เพราะความมั่นคงของชาติและพระพุทธศาสนาเป็นของคู่กันมาแต่บรรพกาล เมืองไทยจะไม่ตกเป็นทาสของใคร
จากคำพยากรณ์ของพระพุทธโฆษาจารย์ก็ดี คำบอกเล่าของพระเถระผู้ได้ฌานสมาบัติก็ดี และจากพระพุทธทำนายก็ดี เป็นหลักชี้ชัดให้เรามั่นใจได้ว่า
“เมืองไทยเรานี้จะต้องเป็นปึกแผ่นมั่นคงตลอดไป ไม่ตกเป็นทาสของใครๆ พวกนอกศาสนาจะไม่สามารถย่ำยีเมืองไทยได้
แต่ข้อสำคัญนั้น เราทุกคนอย่าประมาท ต้องรักกัน สามัคคีกันไว้ ไม่แตกแยกกันและไม่ลุ่มหลงไปกับคำยุแหย่ของบุคคลผู้มุ่งร้ายต่อชาติบ้านเมือง”
ดวงทหารคู่กับดวงเมือง
ขอให้ทหารทุกคนจงสำนึกตนเองว่า เราต้องมีความสามัคคี-เด็ดเดี่ยว-ไม่ประมาท-กล้าหาญ-และพร้อมที่จะยอมตายเพื่อชาติบ้านเมืองและพระบวรพุทธศาสนา เมื่อถึงคราวจำเป็น
เพราะบ้านเมืองจะอยู่รอดปลอดภัยก็เพราะทหารเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑. เมื่อพระองค์จะเริ่มสร้างเมืองหลวงใหม่ ได้ทรงผูกดวงเมืองและวางลัคนาดวงเมืองไว้ให้คู่กับดวงทหาร โดยให้ทหารเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองบ้านเมือง บ้านเมืองจึงจะอยู่รอด
ที่พูดนี้มิใช่จะมายุยงให้ท่านทั้งหลายกระด้างกระเดื่อง ทำการปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจจากใครๆ เพียงแต่...ขอให้เราทุกคนช่วยกันควบคุมสถานการณ์ไว้ให้บ้านเมืองสงบสุขเท่านี้ก็ได้ชื่อว่าทหารควบคุมรักษาเมืองแล้ว
ดวงชะตาของทหารนั้น เข้าเกณฑ์ "ราชาโชค" ตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๑๘ แล้ว และจะโคจรเข้าควบคู่กับดวงเมืองตั้งแต่ เดือนมกราคม ๒๕๑๙ เป็นต้นไป ซึ่งจะมีอิทธิพลให้ประเทศชาติบ้านเมืองค่อยคลี่คลายไปในทางดีขึ้น ขณะนี้บ้านเมืองของเราอยู่ในสภาพป่วยไข้ จำเป็นจะต้องได้รับการเยียวยารักษาหรืออาจจะต้องถึงกับผ่าตัดบ้าง อาการของบ้านเมืองจึงจะดีขึ้น
เมืองไทยมีขุมทรัพย์มหาศาล
สภาพการณ์ของบ้านเมืองจะคลี่คลายไปในทางดี เริ่มแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นต้นไป และตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ประเทศชาติและประชาชนจะเริ่มพบกับความสุขสบายขึ้นบ้าง แต่ก็ยังไม่มากนัก แต่จะปรากฏเด่นชัดว่าประเทศชาติและประชาชนจะร่ำรวยขึ้น มีความสุขสมบูรณ์ขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นต้นไป
เพราะเรามีทรัพยากรมากมายมหาศาลล้วนแต่เป็นของมีค่าทั้งสิ้น อาทิเช่น น้ำมัน แร่ทองคำ แร่ยูเรเนียม วัตถุธาตุต่างๆ เหล่านี้มีอยู่พร้อมในเมืองไทย และเราก็ได้พบแล้ว แต่เรายังไม่สามารถจะนำเอาออกมาใช้ได้ เพราะเรามีขีดความสามารถอันจำกัด
ทรัพยากรน้ำมันในประเทศไทย
อย่าง น้ำมัน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นและมีค่าที่สุดของคนทั้งโลกนั้น ในเมืองไทยเรามีมากมาย น้ำมันที่ใช้อยู่ในโลกขณะนี้มีไม่ถึงหนึ่งในสามที่มีในเมืองไทยเรา
ที่อาตมาพูดเช่นนี้มิได้กล่าวเกินความจริง แต่เป็นการกล่าวที่เกิดจากประสบการณ์ที่พอเชื่อถือได้ กล่าวคือ
เมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๑๗ อาตมาพร้อมด้วย พล.อ.ต.มรว.เสริม สุขสวัสดิ์ เจ้ากรมการสื่อสารทหารอากาศ ได้เดินทางไปยังจังหวัดชุมพร พักอยู่ ณ บ้านพักหลังหนึ่ง หลังจากคุยกันประมาณห้าทุ่มเศษก็เข้านอน
พอไฟดับลงเท่านั้น ก็มองเห็นภาพคนดำใหญ่เดินเข้ามาในห้องโดยไม่เปิดประตู เขาเดินเข้าเดินออกโดยไม่ต้องเปิดประตู
จึงถามเขาไปว่า อยู่ที่ไหน
เขาบอกว่า อยาในห้องนี้แหละ
แล้วก็คุยกันด้วยเรื่องต่างๆ เจ้าเทวดาดำใหญ่ได้เล่าให้ฟังว่า
“เมืองไทยเรานี้มีน้ำมันมากมายมหาศาลเป็นลำธารกว้างขนาด ๑ กิโลเมตร และยาวหลายร้อยกิโลเมตร ไหลผ่านประเทศไทยไปลงทะเล
เมื่อใดที่ผู้บริหารดีทรัพยากรจะปรากฏขึ้น
เขาบอกว่า
น้ำมันนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะขุดนำมาใช้เพราะฝ่ายบริหารยังไม่ดีพอ หากปรากฏขึ้นในขณะนี้ พวกทุจริตก็จะงุบงิบเอาไปเป็นผลประโยชน์ส่วนตนหมด
เมื่อใดผู้บริหารประเทศมีมือสะอาดซื่อสัตย์สุจริต เห็นแก่ประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ขุมทรัพย์มหาศาลในเมืองไทย
เช่น บ่อน้ำมัน ก็จะค่อยผุดขึ้นมาให้เห็นเรื่อยๆ ไป ซึ่งจะนำผลรายได้อันมหาศาลมาให้เมืองไทย ทำให้เมืองไทยกลายเป็นเศรษฐีมีชื่อเสียงระบือไปทั่วโลก และจะได้เป็นมหาอำนาจประเทศหนึ่งในเอเชีย”
ไปพิสูจน์สถานที่มีน้ำมันอยู่
เจ้าเทวดาดำใหญ่ให้หลักฐานยืนยันคำพูดของตนว่า หากอยากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับน้ำมัน ให้ไป ดูบ่อน้ำมันที่เมืองมะริด ในเขตพม่า ซึ่งเป็นบ่อน้ำมันสายเดียวกันอยู่ห่างจากผืนแผ่นดินไทยประมาณ ๓๐ กิโลเมตร
ณ. ที่นั้นจะมีหนองน้ำอยู่แห่งหนึ่ง มีน้ำมันลอยฟ่องเต็มไปหมด ถ้าอยากเห็นให้ไปดูด้วยตนเอง
อาตมาอยากพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงได้เดินทางไปดูสถานที่แห่งนั้น เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๑๘ นี้เอง ปรากฏว่าเป็นความจริงทุกอย่าง
บริเวณนั้นมีหนองน้ำซึ่งมีน้ำมันลอยเต็มไปหมด ชาวบ้านนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี จึงมั่นใจได้ว่าเทวดาดำองค์นั้นไม่โกหก เมืองไทยเรามีน้ำมันแน่ๆ
ต่อเมื่อใดผู้บริหารใจซื่อมือสะอาดมาบริหารชาติบ้านเมือง ทรัพยากรเหล่านี้ก็จะปรากฏให้เห็น และนำมาใช้ให้บ้านเมืองเรามีความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าวแล้ว
ธงมหาพิชัยสงคราม
สำหรับ ผ้ายันต์ธงมหาพิชัยสงคราม ที่นำมาแจกจ่ายครั้งนี้ ได้ทำขึ้นครั้งแรก ๑๐๐,๐๐๐ ผืน นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๙๐,๐๐๐ ผืน มีเหลือนำมาแจกจ่ายคราวนี้เพียง ๑๐,๐๐๐ ผืน
การทำผ้ายันต์นี้ ก็ทำจากตำราของ หลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานเคยทำเพื่อมอบให้เป็นธงนำทัพเข้าตีข้าศึก
ได้ตำราทำยันต์พิชัยสงคราม
ตามตำราบอกว่า ใครอยากเรียนตำรานี้ไปทำต่อ ต้องนำดาบสองเล่มออกไปรำกลางแจ้ง หากเกิดฟ้าผ่าในขณะรำดาบจึงจะเรียนตำรานี้ได้ อาตมาเป็นพระไม่สามารถจะนำดาบออกไปรำได้ แต่ก็อยากเรียนตำรา จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า
หากตนมีบุญบารมีที่จะเรียนตำรานี้ได้แล้ว เวลาถือดาบออกพ้นจากชายคาขอให้เกิดฟ้าผ่า
เมื่อตั้งจิตอธิษฐานแล้วก็ถือดาบ ๒ เล่ม ออกนอกชายคา พอพ้นจากชายคาเท่านั้นแหละฟ้าก็ผ่าขึ้น ๒-๓ ครั้ง จึงมั่นใจได้ว่าครูได้อนุญาตให้เรียนตำรานี้ได้แล้ว จึงได้เรียนตำรามาทำผ้ายันต์มหาพิชัยสงครามขึ้น
มีพระเถระทางเหนือช่วยปลุกเสกด้วย
และเมื่อทำด้วยตัวเองแล้ว ก็ได้อาราธนาพระเถระผู้ทรงวิทยาคมในภาคเหนือหลายรูปมาช่วยปลุกเสกให้เมื่อเดือนสิงหาคม จึงได้นำออกแจกจ่ายแก่ทหารทางภาคเหนือ ปรากฏว่าได้ผลดี
มีฐานปฏิบัติการบางแห่งที่ทหารรับผ้ายันต์ไปแล้ว ถูกถล่มด้วยปืน ค. และจรวดฐานแหลกหมด แต่ทหารในฐานปลอดภัยทุกคน ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม คนเราเมื่อถึงกำหนดจะต้องอสัญกรรมแล้วก็หนีความตายไม่พ้น แม้แต่ผู้บรรยายหรือผู้ทำผ้ายันต์นี้ก็ต้องตาย
อานุภาพของผ้ายันต์
ผ้ายันต์นี้จะช่วยได้ก็เพียงแต่ว่า หากเรามีเคราะห์กรรมจากอดีต เช่น เคยทำปาณาติบาต แรงอุปฆาตกรรม จะมาตัดรอนชีวิตเราให้หมดไปในเวลาอันไม่สมควร หากเรามีเคราะห์ถึงฆาตอย่างนี้ ผ้ายันต์จะช่วยให้เคราะห์เบาบางลง เพียงแค่ให้เราบาดเจ็บไม่ถึงตาย
หากเคราะห์เราไม่ถึงฆาต เพียงแต่มีเคราะห์จะได้รับบาดเจ็บ ยันต์นี้จะช่วยไม่ให้เราบาดเจ็บเลย แม้แต่ถูกปืนหรือสะเก็ดระเบิดก็จะไม่ทำให้เราเสียเลือดแม้แต่หยดเดียว ลูกปืนที่มากระทบเราจะมีค่าเท่ากับแมลงตัวหนึ่งบินมาปะทะเท่านั้น
ขอให้ทุกท่านถือว่า ยันต์ธงมหาพิชัยสงคราม เป็นสิ่งสำคัญที่สุด สำคัญกว่า "เหรียญเอกราช" ที่ได้รับแจกไป
ถ้านำไปใช้ในทางที่ผิดจะไม่มีผล
และทั้งธงและเหรียญจะไม่มีผลในทางป้องกันตัวเลย หากเรานำไปใช้ในทางที่ผิดคิดมิชอบ หรือยิ่งคนที่คิดคดทรยศต่อชาติบ้านเมืองด้วยแล้ว อาตมาอยากให้เขามารับโดยเร็ว เพราะเหรียญและธงจะช่วยสนับสนุนให้เขาประสบความวิบัติเร็วเข้า
มีอยู่รายหนึ่งมาขอผ้ายันต์จากอาตมา อาตมาไม่ให้เพราะเกรงว่าเขาจะนำไปใช้ในทางที่ผิด จะทำให้ชีวิตเขาสั้นเข้า
แต่เขารับรองตนเองเช่นนั้น อาตมาก็มอบให้ไป และได้ทราบต่อมาภายหลังว่า เขานำผ้ายันต์ไปใช้ในทางที่ผิดตามที่อาตมาคาดการณ์ไว้ ผลที่สุดเขาก็ถูกยิงตาย
สุดท้ายนี้ ขอตั้งจิตอธิษฐาน ด้วยอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย จงดลบันดาลให้ทหารทุกคน จงมีความสุขความเจริญและปลอดภัย ชนะข้าศึกตลอดกาล..สวัสดี.
(อ้างอิงจากหนังสือธัมมวิโมกข์ ปีที่ ๒๙ ฉบับที่ ๓๒๐ ประจำเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐ หน้า ๔๓-๕๒ "ธรรมกถา")
อ้างอิง : http://sites.google.com/site/sphrathewtheph/-41
บรรยายโดย..
พระมหาวีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
เมื่อวันพุธที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๘
มัชฌิมา : ผู้คัดลอก
เรื่องมีอยู่ว่า...ท่านพลตรียุทธศิลป์ เกสรศุกร์ ผู้บัญชาการกองพลที่ ๓ (ยศและตำแหน่งสมัยนั้น) ได้นิมนต์ หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) พร้อมด้วยพระเถระรวม ๖ รูป เพื่อไปบำรุงขวัญของทหารในเขตกองทัพภาคที่ ๒ โดยนำ "ผ้ายันต์มหาพิชัยสงคราม" และ "เหรียญเอกราช" ไปแจกให้แก่ทหารตามฐานปฏิบัติการชายแดน ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๘ และในวันสุดท้ายคือวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๘ ได้ทำการแจกให้แก่ทหาร ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา และก่อนทำการแจกได้แสดงธรรมิกถาพิเศษ เรื่อง “อนาคตของชาติ” ณ พุทธศาสนสถาน ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา
มูลเหตุที่มาแจกวัตถุมงคล
“...เจริญสุข แก่บรรดาทหารของชาติทุกท่าน อาตมาได้ไปทำการจากจ่ายผ้ายันต์และเหรียญแก่ทหารทางภาคเหนือมาแล้ว ๓ ครั้ง ต่อมาได้ทราบจากข้าหลวงของสมเด็จพระบรมราชินีนาถว่า “...สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงปรารภว่า "หลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านไม่ห่วงทหารภาคอีสานหรืออย่างไร จึงไม่ไปแจกของแก่ทหารทางภาคอีสานบ้าง.."
ความจริงอาตมาห่วงทหารทางภาคอีสานเช่นเดียวกับทหารทางภาคเหนือ เมื่อท่านผู้บัญชาการกองพลที่ ๓ รับจะอำนวยความสะดวกในการเดินทางมาแจกจ่าย จึงได้นำสิ่งของมาแจกให้ครั้งนี้
ขั้นแรกอนุศาสนาจารย์ได้อาราธนาให้แสดงธรรม ต่อมาท่านผู้บัญชาการกองพลได้อาราธนาให้เล่าเรื่องของที่นำมาแจกจ่ายว่าทรงคุณค่าอย่างไรบ้าง ผู้ที่ได้รับแจกไปจะได้เกิดศรัทธาความเชื่อมั่น
เพื่อสนองเจตนาของอนุศาสนาจารย์และท่านผู้บังคับบัญชากองพลที่ ๓ ได้อาราธนาจึงขอพูดเรื่องธรรมะก่อนสักเล็กน้อย จากนั้นจึงจะพูดถึงเรื่องสิ่งของที่นำมาแจกจ่าย
เราทุกคนอยากมีความดีด้วยกันทั้งนั้น แม้บางคนนึกว่าตนเองอยากมั่งอยากมี อยากมียศมีอำนาจ แต่ความจริงแล้วก็คืออยากมีดีนั่นเอง
แม้เราจะมียศสูง แต่ถ้าใครมาว่าเราเป็นคนไม่ดี เราก็ไม่ชอบ เพราะฉะนั้นใครจะอยากอะไรก็ตามเถอะ แต่ที่สุดของความอยากนั้นก็คือความดีนั่นเอง
รักษาศีล ๕ ให้ได้
ความดีนั้นมีกฏเกณฑ์ที่เราจะต้องทำเป็นเบื้องต้น ๕ ประการ คือ
๑. เราไม่อยากให้ใครมาฆ่า รังแก ข่มเหงเรา เราก็อย่าไปฆ่า ไปรังแก ไม่ข่มเหงเขา
๒. เราไม่อยากให้ใครมาลักของๆ เรา เราก็อย่าไปลักของๆ เขา
๓. เราไม่อยากให้ใครมาผิดลูกผิดเมียเรา เราก็อย่าไปผิดลูกผิดเมียเขา
๔. เราไม่อยากให้ใครมาโกหกเรา เราก็อย่าไปโกหกเขา
๕. เราไม่อยากเป็นคนบ้า ก็อย่าไปดื่มสุราเมรัย เพราะถ้าเราดื่มสุรามากๆ เราจะกลายเป็นคนบ้า
เจริญพรหมวิหาร ๔ ไว้
ความดีที่สูงขึ้นไปอีกที่เราควรประพฤติเป็นหลักในการดำรงชีวิต เพื่อความสุขความเจริญแก่ตนเองคือ พรหมวิหาร มี ๔ ประการคือ
๑. เมตตา ความรัก เราต้องรักตัว รักครอบครัว รักญาติพี่น้องหมู่คณะ ตลอดจนถึงรักประเทศชาติ
๒. กรุณา ความสงสาร ที่มีต่อบุคคลที่ตกทุกข์ได้ยาก อยากให้เขาพ้นจากความทุกข์ทรมานที่เขารับอยู่
๓. มุทิตา ยินดีด้วยเมื่อบุคคลอื่นได้ดีมีความสุข ไม่ริษยาเขา เขาได้ดีก็ชื่นชมอนุโมทนาด้วย
๔. อุเบกขา วางเฉย เช่น เมื่อลูกของเรา ญาติพี่น้อง หรือพรรคพวกของเราไม่ทำผิด เราต้องวางตัวเป็นกลาง เมื่อเขาจะได้รับโทษก็ถือเป็นกรรมของเขา ไม่ช่วยเหลือเขาในทางที่ผิด
เว้นจากความลำเอียงทั้ง ๔ ประการ
ผู้ที่จะมีคุณธรรมในข้อที่ ๔ นี้จำเป็นจะต้องมีคุณธรรมข้ออื่นสนับสนุน คือเราต้องเว้นจาก อคติ คือ
๑. ความลำเอียงเพราะความรัก
๒. ความลำเอียงเพราะความชัง
๓. ความลำเอียงเพราะความหลง
๔. ความลำเอียงเพราะความกลัว
ทหารแปลว่าคนหนุ่ม
ทหารทุกคนต้องเป็นคนหนุ่ม แม้จะแก่อายุมากแล้วก็ต้องทำตัวเป็นคนหนุ่ม เพราะคำว่า ทหาร แปลว่า คนหนุ่ม
คนหนุ่มนั้นจะต้องเป็นคนแข็งแรงว่องไวกล้าหาญบึกบึน มีไหวพริบปฏิภาณดี มีความสามัคคีรักใคร่กัน ไม่ทอดทิ้งกันเมื่อมีภัย ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท
และข้อสำคัญที่สุดนั้นต้องยอมตายเพื่อประเทศชาติบ้านเมืองเมื่อถึงคราวจำเป็น นี้พูดอย่างทหาร เพราะอาตมาเคยเป็นทหารเรือมาแล้ว ย่อมรู้จักชีวิตวิญญาณของทหารดี
ทหารไปรบถือว่าทำเพื่อชาติบ้านเมือง
ทหารที่ไปราชการสงครามเพื่อป้องกันอริราชศัตรูนั้น หากไปฆ่าข้าศึกศัตรูก็ไม่ถือว่าเป็นความชั่ว แต่เป็นการทำดีต่างหาก เพราะเราทำหน้าที่ป้องกันสิ่งที่ดีงามเอาไว้
ความดีนั้นคือความอยู่รอดของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความสงบสุขของปวงชนในผืนแผ่นดินไทยทุกคน
ความสงบสุขนั้นเป็นยอดของความดีทั้งมวล การที่เรายอมเสียสละเลือดเนื้อและชีวิตของเราเพื่อรักษาความดีทั้งหลายดังกล่าวมาแล้วนั้นไว้
จึงได้ชื่อว่าเราทุกคนได้ทำความดี สมศักดิ์ศรีของทหารไทย จึงไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นบาปกรรม
ภูอันธพาล (ภูพาน)
อาตมาขึ้นเครื่องบินผ่านภูอันธพาล ไม่อยากเรียกว่า "ภูพาน" ดังที่เขาเรียกกัน เพราะภูนี้มีแต่พวกอันธพาลทั้งนั้น ได้พิจารณาถึงเหตุการณ์บ้านเมืองและการสู้รบของทหารเห็นว่า เราทุกคนจะไม่แพ้ จะไม่ต้องตกเป็นทาสของใครๆ ดังที่พวกเราพากันวิตกกังวลกันอยู่ในขณะนี้ แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงปริวิตกและทรงมีความห่วงใยประเทศชาติบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง
ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๑๘ พระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีนาถได้เสด็จไปยังวัดของอาตมา (วัดท่าซุง) และได้ตรัสถามความเป็นไปของบ้านเมืองในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร
อนาคตของชาติ
อาตมาได้ถวายพระพรพระองค์ว่า “ประเทศชาติบ้านเมืองของเราจะไม่ตกเป็นทาสของใคร อาตมาขอถวายชีวิตเป็นประกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๐ เป็นต้นไป ประเทศไทยจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ความเยือกเย็นจะเริ่มปรากฏ ความมั่งคั่งสมบูรณ์จะมีขึ้นแก่ประเทศชาติและประชาชน แต่จะยังไม่ปรากฏชัดนัก แต่เราจะมองเห็นได้ชัดๆ ก็ต้องปี พ.ศ. ๒๕๒๔ เปรียบเหมือนอรุณได้ขึ้นดีแล้วและเริ่มฉายแสงให้เห็นความมืดหมดไป”
ที่อาตมากล้ายืนยันต่อพระองค์เช่นนั้น ก็เพราะเหตุผลหลายประการ คือ
คำทำนายของพระพุทธโฆษาจารย์
ในประการแรก อาตมาได้พบและได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งเป็นสมุดข่อย ซึ่งพระอรหันต์ในอดีตนามว่า พระพุทธโฆษาจารย์ (ลำใย) เขียนไว้ ทำนายชะตาบ้านเมืองก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะแตกเสียอิสรภาพแก่พม่า ก่อนที่กรุงเทพฯ ยังไม่ปรากฏ
โดยท่านได้เขียนทำนายไว้ว่า
“กรุงศรีอยุธยาจะต้องถูกข้าศึกตีแตก แจ่จะเสียอิสรภาพไม่นานนัก จะมีคนดีของกรุงศรี
อยุธยามากู้ชาติ แต่เมื่อกู้ชาติได้แล้วจะต้องไปตั้งเมืองหลวงอยู่ใหม่”
และเหตุการณ์ต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยาก็ได้เป็นจริงตามคำทำนายทุกอย่าง
ทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าทั้ง ๑๐ รัชกาล
ในสมุดข่อยเล่มเดียวกันนี้ พระพุทธโฆษาจารย์ได้กล่าวทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแก่กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงใหม่ ในวันข้างหน้า ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแต่ละรัชกาลดังนี้
รัชกาลที่ ๑. ทำนายว่า มหากาฬผ่านมหายักษ์
รัชกาลที่ ๒. ทำนายว่า รู้จักธรรม
รัชกาลที่ ๓. ทำนายว่า จำต้องคิด
รัชกาลที่ ๔. ทำนายว่า สนิทธรรม
รัชกาลที่ ๕. ทำนายว่า จำแขนขาด
รัชกาลที่ ๖. ทำนายว่า ราษฎร์ราชาโจร
รัชกาลที่ ๗. ทำนายว่า นั่งทนทุกข์
รัชกาลที่ ๘. ทำนายว่า ยุคทมิฬ
รัชกาลที่ ๙. ทำนายว่า ถิ่นกาขาว
รัชกาลที่ ๑๐. ทำนายว่า ชาววิไล
ความแม่นยำของคำทำนาย
เมื่อพิจารณาถึงคำทำนายและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละรัชกาลก็จะเห็นได้ชัดว่า คำทำนายนั้นถูกต้องเพียงใด
รัชกาลที่ ๑. ผ่าน พระเจ้าตากสิน ขึ้นครองราชย์สมบัติ
รัชกาลที่ ๒. ท่านว่างจากศึกสงครามก็หันมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ให้พระสงฆ์ค้นคว้าพระธรรมวินัยรวบรวมกันเป็นการใหญ่
รัชกาลที่ ๓. ท่านมีหัวคิดริเริ่มหาเงินมาสร้างสรรค์บ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองปรากฏมาจนถึงทุกวันนี้
รัชกาลที่ ๔. ท่านสนิทธรรม ก็เพราะพระราชาองค์นี้ทรงผนวชถึง ๒๗ พรรษา มีความคล่องตัวในพระธรรมวินัย ทรงไว้ซึ่งพระไตรปิฎกอย่างแตกฉาน และยังมีความสนิทสนมกับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) อย่างยิ่ง เป็นคู่บารมีกัน
รัชกาลที่ ๕. จำแขนขาด เราเห็นได้ชัดมาก เพราะเราต้องเสียดินแดนไปหลายครั้งหลายหน โดยพระองค์ทรงยอมเสียแขนขาดีกว่าเสียตัวทั้งหมด คือยอมเสียผืนแผ่นดินบางส่วน เพื่อรักษาเอกราชของชาติไว้
รัชกาลที่ ๖. เป็นโจร เพราะทรงใช้จ่ายเงินในท้องพระคลังจนหมดสิ้น แต่อาตมาเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นนักชาตินิยม มีพระปรีชาสามารถปลุกใจประชาชนให้รักชาติบ้านเมือง เช่นมีเพลงบทหนึ่งทรงพระนิพน์ไว้ว่า “ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง คงจะต้องบังคับขับไส เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำร่ำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย” ทรงเป็นนักประชาธิปไตย จึงได้ทำทุกอย่างให้บุคคลอื่นเห็นว่า พระองค์ไม่ทรงถือพระองค์ เช่น แสดงมหรสพ เล่นโขนกับข้าราชบริพาร
ยิ่งกว่านั้นพระองค์ยังสามารถทำให้ประเทศไทยเป็นที่ปรากฏแก่ชาวโลก โดยส่งทหารไปช่วยสงครามโลกครั้งที่ ๑ จึงจำเป็นต้องใช้เงินมาก แม้จะใช้เงินมาก แต่ประโยชน์ก็เกิดแก่ประเทศชาติอย่างหนัก
รัชกาลที่ ๗. นั่งทนทุกข์ พระองค์เสวยราชสมบัติอยู่ในเกณฑ์ตกอับพอดี เงินในท้องพระคลังก็หมดมาแต่รัชกาลก่อน
พระองค์จึงทรงประทับอยู่บนกองทุกข์ต้องดุลข้าราชการออกเป็นจำนวนมาก เท่านั้นยังไม่พอ ต่อมาพระองค์ต้องจำพระทัยสละราชสมบัติ ไปนั่งทนทุกข์อยู่ต่างแดน จนสิ้นพระชนม์
รัชกาลที่ ๘. ยุคทมิฬ บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประชาชนตกอยู่ในสภาพบ้านแตก อดอยากยากแค้นแสนสาหัส พระมหากษัตริย์ก็ถูกลอบปลงพระชนม์จนสวรรคต
รัชกาลที่ ๙. ทำนายว่า ถิ่นกาขาว เราก็เห็นแล้วว่าฝรั่งมาอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ล้วนแต่คนผิวขาวทั้งนั้น
สำหรับรัชกาลต่อไป คือ รัชกาลที่ ๑๐. ทำนายว่า ชาววิไล หมายความว่า บ้านเมืองเราได้ผ่านยุคเข็ญมาแล้ว จะได้ประสบความเจริญรุ่งเรืองกันเสียที เราจะมั่งคั่งสมบูรณ์เหมือนนานาอารยะประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย
ราชวงศ์จักรีจะมีเพียง ๑๐ รัชกาลเท่านั้นรึ?
ปัญหาที่น่าคิดต่อไปก็คือว่า
ทำไมพระพุทธโฆษาจารย์จึงทำนายเหตุการณ์บ้านเมืองไว้เพียง ๑๐ รัชกาลเท่านั้น? กรุงเทพมหานครจะมีพระมหากษัตริย์เพียง ๑๐ พระองค์เท่านั้นหรือ?
เป็นเรื่องที่อาตมาสนใจเป็นพิเศษ
จึงได้สอบถามเรื่องนี้กับ หลวงพ่อปาน และพระอาจารย์ต่างๆ ซึ่งจิตของท่านเป็นสมาธิเข้าถึงขั้นอภิญญา สามารถที่จะรู้จริงในเรื่อง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งก็ยังมีอยู่หลายๆ องค์ในขณะนี้
ทุกๆ รูปที่อาตมาสอบถามจากท่าน ต่างก็ยืนยันตรงกันว่า
พระมหากษัตริย์จะยังคงมีอยู่คู่กับชาติไทยตลอดไปอีกนาน มิใช่เพียงแค่ ๑๐ พระองค์เท่านั้น แต่ที่พยากรณ์ไว้เพียงแค่นั้นก็เพราะว่าเริ่มตั้งแต่รัชกาลที่ ๑๐ เป็นต้นไป บ้านเมืองจะมั่งคั่งสมบูรณ์ ร่มเย็นผาสุก ประชาชนในชาติจะร่ำรวย ประเทศไทยจะเป็นประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่ง ซึ่งจะมีแต่ความเจริญตลอดไป ไม่ล้มลุกคลุกคลานดังที่แล้วมา จึงไม่จำเป็นจะต้องพยากรณ์ต่อไปอีก”
พระพุทธทำนายเหตุการณ์ของโลก
ประการที่ ๒. ที่ยืนยันว่าประเทศไทยจักไม่ตกเป็นทาสของใครๆ นั้นคือ พระพุทธทำนายเหตุการณ์ของโลก พระพุทธทำนายนี้ก็มีปรากฏในสมุดข่อยของพระพุทธโฆษาจารย์เช่นเดียวกัน ซึ่งมีข้อความปรากฏโดยสังเขปดังนี้
..อานันทะ ดูก่อน อานนท์ โลกต่อไปจะเต็มไปด้วยความเร่าร้อน ก่อนกึ่งพุทธกาล ๑๕ ปี (ประมาณ พ.ศ.๒๔๘๕) จะมีฝนเหล็กตกจากอากาศ จะมีไฟลุกจากอากาศ เหล็กกล้าจะผุดจากน้ำมาทำลายมนุษย์ มนุษย์และสมณะชีพราหมณ์จะตายกันมาก
แต่ว่า.. อานนท์ ความเร่าร้อนก่อนกึ่งพุทธกาลนั้น ยังมีความเร่าร้อนน้อยกว่า ความเร่าร้อนหลังกึ่งพุทธกาล
หลังกึ่งพุทธกาลจะมีความร้ายแรงยิ่งไปกว่านั้น ยักษ์หินที่ถูกสาปจะลุกขึ้นมาอาละวาดสมณะชีพราหมณ์จะล้มตาย ยักษ์นอกพระพุทธศาสนาทั้งหลายจะฆ่าฟันกันและกัน จะตายกันไปคนละครึ่ง จึงจะหยุดยั้งเลิกรบกัน
แต่ทว่าประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น จะมีภัยเช่นนี้เหมือนกัน แต่ไม่มากนัก”
ความแม่นยำของพุทธทำนาย
จากพระพุทธเจ้าทำนายนี้เราก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นความจริงทุกอย่าง ก่อนพุทธกาลได้เกิด สงครามโลกครั้งที่ ๒ ลูกระเบิดต่างๆ ซึ่งเป็นเหล็กเป็นไฟได้หลั่งไหลลงมาจากอากาศพิฆาตมนุษย์
หลังกึ่งพุทธกาลได้เกิดสงครามลัทธิคือพวกยักษ์นอกศาสนา เพิ่งจะเลิกรากันไป แต่เมืองไทย ก็ยังได้รับผลกระทบกระเทือนมาจนกระทั่งบัดนี้
มีเพียงไทยที่นับถือพุทธอย่างมั่นคง
ตามพระพุทธทำนายนั้นได้บ่งชี้ชัดว่าประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาจะมีภัยบ้างแต่ไม่มากนัก หากเราพิจารณาให้ดีๆ ก็จะเห็นเด่นชัดว่า ประเทศไทย นี้เท่านั้นที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง และเป็นประเทศสุดท้ายที่พระพุทธศาสนายังเหลืออยู่ในท้องถิ่นบริเวณนี้ ประเทศอื่นๆ รอบบ้านเราก็กลายเป็นพวกเดียรถีย์นอกศาสนาพุทธไปเกือบหมดแล้ว
เพราะฉะนั้น ประเทศไทยจึงเป็นเมืองสุดท้ายที่พระพุทธศาสนาจะสถิตสถาพรอยู่ได้ตลอดไป
พระเจ้าอังครัฐตั้งจิตขอพบพระอรหันต์
ในพระพุทธทำนายซึ่งปรากฏในตำนานบางแห่งได้เล่าไว้ว่า
พระเจ้าอังครัฐ เจ้าเมืองอังครัฐ ซึ่งเป็นเมืองที่ประดิษฐาน พระธาตุจอมทอง อยู่ในขณะนี้ ได้ทรงตั้งจิตอธิษฐานขอให้พระองค์ได้พบพระอรหันต์ ขอให้พระอรหันต์เสด็จมาโปรด
พระพุทธองค์ทรงทราบวาระจิตของพระเจ้าอังครัฐ จึงทรงส่งพระโมคคัลลาน์ พร้อมด้วยพระเถระรวม ๔ รูป เดินทางมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่เมืองอังครัฐก่อน
ศาสนาจะอยู่ในเมืองไทยครบ ๕,๐๐๐ ปี
ส่วนพระองค์ได้เสด็จมาภายหลัง เมื่อเสด็จมาถึงเมืองนั้น ได้ทรงพยากรณ์เกี่ยวกับความเป็นไปในอนาคตของพระพุทธศาสนาไว้ว่า “พระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองตั้งมั่นอยู่ในท้องถิ่นนี้ถึง ๕,๐๐๐ ปี”
เมื่อพระพุทธศาสนายังตั้งมั่นอยู่ได้ในผืนแผ่นดินไทยตามพระพุทธทำนาย ก็หมายความว่าเมืองไทยจะต้องไม่ตกเป็นทาสของใครๆ เพราะความมั่นคงของชาติและพระพุทธศาสนาเป็นของคู่กันมาแต่บรรพกาล เมืองไทยจะไม่ตกเป็นทาสของใคร
จากคำพยากรณ์ของพระพุทธโฆษาจารย์ก็ดี คำบอกเล่าของพระเถระผู้ได้ฌานสมาบัติก็ดี และจากพระพุทธทำนายก็ดี เป็นหลักชี้ชัดให้เรามั่นใจได้ว่า
“เมืองไทยเรานี้จะต้องเป็นปึกแผ่นมั่นคงตลอดไป ไม่ตกเป็นทาสของใครๆ พวกนอกศาสนาจะไม่สามารถย่ำยีเมืองไทยได้
แต่ข้อสำคัญนั้น เราทุกคนอย่าประมาท ต้องรักกัน สามัคคีกันไว้ ไม่แตกแยกกันและไม่ลุ่มหลงไปกับคำยุแหย่ของบุคคลผู้มุ่งร้ายต่อชาติบ้านเมือง”
ดวงทหารคู่กับดวงเมือง
ขอให้ทหารทุกคนจงสำนึกตนเองว่า เราต้องมีความสามัคคี-เด็ดเดี่ยว-ไม่ประมาท-กล้าหาญ-และพร้อมที่จะยอมตายเพื่อชาติบ้านเมืองและพระบวรพุทธศาสนา เมื่อถึงคราวจำเป็น
เพราะบ้านเมืองจะอยู่รอดปลอดภัยก็เพราะทหารเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑. เมื่อพระองค์จะเริ่มสร้างเมืองหลวงใหม่ ได้ทรงผูกดวงเมืองและวางลัคนาดวงเมืองไว้ให้คู่กับดวงทหาร โดยให้ทหารเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองบ้านเมือง บ้านเมืองจึงจะอยู่รอด
ที่พูดนี้มิใช่จะมายุยงให้ท่านทั้งหลายกระด้างกระเดื่อง ทำการปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจจากใครๆ เพียงแต่...ขอให้เราทุกคนช่วยกันควบคุมสถานการณ์ไว้ให้บ้านเมืองสงบสุขเท่านี้ก็ได้ชื่อว่าทหารควบคุมรักษาเมืองแล้ว
ดวงชะตาของทหารนั้น เข้าเกณฑ์ "ราชาโชค" ตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๑๘ แล้ว และจะโคจรเข้าควบคู่กับดวงเมืองตั้งแต่ เดือนมกราคม ๒๕๑๙ เป็นต้นไป ซึ่งจะมีอิทธิพลให้ประเทศชาติบ้านเมืองค่อยคลี่คลายไปในทางดีขึ้น ขณะนี้บ้านเมืองของเราอยู่ในสภาพป่วยไข้ จำเป็นจะต้องได้รับการเยียวยารักษาหรืออาจจะต้องถึงกับผ่าตัดบ้าง อาการของบ้านเมืองจึงจะดีขึ้น
เมืองไทยมีขุมทรัพย์มหาศาล
สภาพการณ์ของบ้านเมืองจะคลี่คลายไปในทางดี เริ่มแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นต้นไป และตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ประเทศชาติและประชาชนจะเริ่มพบกับความสุขสบายขึ้นบ้าง แต่ก็ยังไม่มากนัก แต่จะปรากฏเด่นชัดว่าประเทศชาติและประชาชนจะร่ำรวยขึ้น มีความสุขสมบูรณ์ขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นต้นไป
เพราะเรามีทรัพยากรมากมายมหาศาลล้วนแต่เป็นของมีค่าทั้งสิ้น อาทิเช่น น้ำมัน แร่ทองคำ แร่ยูเรเนียม วัตถุธาตุต่างๆ เหล่านี้มีอยู่พร้อมในเมืองไทย และเราก็ได้พบแล้ว แต่เรายังไม่สามารถจะนำเอาออกมาใช้ได้ เพราะเรามีขีดความสามารถอันจำกัด
ทรัพยากรน้ำมันในประเทศไทย
อย่าง น้ำมัน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นและมีค่าที่สุดของคนทั้งโลกนั้น ในเมืองไทยเรามีมากมาย น้ำมันที่ใช้อยู่ในโลกขณะนี้มีไม่ถึงหนึ่งในสามที่มีในเมืองไทยเรา
ที่อาตมาพูดเช่นนี้มิได้กล่าวเกินความจริง แต่เป็นการกล่าวที่เกิดจากประสบการณ์ที่พอเชื่อถือได้ กล่าวคือ
เมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๑๗ อาตมาพร้อมด้วย พล.อ.ต.มรว.เสริม สุขสวัสดิ์ เจ้ากรมการสื่อสารทหารอากาศ ได้เดินทางไปยังจังหวัดชุมพร พักอยู่ ณ บ้านพักหลังหนึ่ง หลังจากคุยกันประมาณห้าทุ่มเศษก็เข้านอน
พอไฟดับลงเท่านั้น ก็มองเห็นภาพคนดำใหญ่เดินเข้ามาในห้องโดยไม่เปิดประตู เขาเดินเข้าเดินออกโดยไม่ต้องเปิดประตู
จึงถามเขาไปว่า อยู่ที่ไหน
เขาบอกว่า อยาในห้องนี้แหละ
แล้วก็คุยกันด้วยเรื่องต่างๆ เจ้าเทวดาดำใหญ่ได้เล่าให้ฟังว่า
“เมืองไทยเรานี้มีน้ำมันมากมายมหาศาลเป็นลำธารกว้างขนาด ๑ กิโลเมตร และยาวหลายร้อยกิโลเมตร ไหลผ่านประเทศไทยไปลงทะเล
เมื่อใดที่ผู้บริหารดีทรัพยากรจะปรากฏขึ้น
เขาบอกว่า
น้ำมันนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะขุดนำมาใช้เพราะฝ่ายบริหารยังไม่ดีพอ หากปรากฏขึ้นในขณะนี้ พวกทุจริตก็จะงุบงิบเอาไปเป็นผลประโยชน์ส่วนตนหมด
เมื่อใดผู้บริหารประเทศมีมือสะอาดซื่อสัตย์สุจริต เห็นแก่ประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ขุมทรัพย์มหาศาลในเมืองไทย
เช่น บ่อน้ำมัน ก็จะค่อยผุดขึ้นมาให้เห็นเรื่อยๆ ไป ซึ่งจะนำผลรายได้อันมหาศาลมาให้เมืองไทย ทำให้เมืองไทยกลายเป็นเศรษฐีมีชื่อเสียงระบือไปทั่วโลก และจะได้เป็นมหาอำนาจประเทศหนึ่งในเอเชีย”
ไปพิสูจน์สถานที่มีน้ำมันอยู่
เจ้าเทวดาดำใหญ่ให้หลักฐานยืนยันคำพูดของตนว่า หากอยากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับน้ำมัน ให้ไป ดูบ่อน้ำมันที่เมืองมะริด ในเขตพม่า ซึ่งเป็นบ่อน้ำมันสายเดียวกันอยู่ห่างจากผืนแผ่นดินไทยประมาณ ๓๐ กิโลเมตร
ณ. ที่นั้นจะมีหนองน้ำอยู่แห่งหนึ่ง มีน้ำมันลอยฟ่องเต็มไปหมด ถ้าอยากเห็นให้ไปดูด้วยตนเอง
อาตมาอยากพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงได้เดินทางไปดูสถานที่แห่งนั้น เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๑๘ นี้เอง ปรากฏว่าเป็นความจริงทุกอย่าง
บริเวณนั้นมีหนองน้ำซึ่งมีน้ำมันลอยเต็มไปหมด ชาวบ้านนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี จึงมั่นใจได้ว่าเทวดาดำองค์นั้นไม่โกหก เมืองไทยเรามีน้ำมันแน่ๆ
ต่อเมื่อใดผู้บริหารใจซื่อมือสะอาดมาบริหารชาติบ้านเมือง ทรัพยากรเหล่านี้ก็จะปรากฏให้เห็น และนำมาใช้ให้บ้านเมืองเรามีความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าวแล้ว
ธงมหาพิชัยสงคราม
สำหรับ ผ้ายันต์ธงมหาพิชัยสงคราม ที่นำมาแจกจ่ายครั้งนี้ ได้ทำขึ้นครั้งแรก ๑๐๐,๐๐๐ ผืน นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๙๐,๐๐๐ ผืน มีเหลือนำมาแจกจ่ายคราวนี้เพียง ๑๐,๐๐๐ ผืน
การทำผ้ายันต์นี้ ก็ทำจากตำราของ หลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานเคยทำเพื่อมอบให้เป็นธงนำทัพเข้าตีข้าศึก
ได้ตำราทำยันต์พิชัยสงคราม
ตามตำราบอกว่า ใครอยากเรียนตำรานี้ไปทำต่อ ต้องนำดาบสองเล่มออกไปรำกลางแจ้ง หากเกิดฟ้าผ่าในขณะรำดาบจึงจะเรียนตำรานี้ได้ อาตมาเป็นพระไม่สามารถจะนำดาบออกไปรำได้ แต่ก็อยากเรียนตำรา จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า
หากตนมีบุญบารมีที่จะเรียนตำรานี้ได้แล้ว เวลาถือดาบออกพ้นจากชายคาขอให้เกิดฟ้าผ่า
เมื่อตั้งจิตอธิษฐานแล้วก็ถือดาบ ๒ เล่ม ออกนอกชายคา พอพ้นจากชายคาเท่านั้นแหละฟ้าก็ผ่าขึ้น ๒-๓ ครั้ง จึงมั่นใจได้ว่าครูได้อนุญาตให้เรียนตำรานี้ได้แล้ว จึงได้เรียนตำรามาทำผ้ายันต์มหาพิชัยสงครามขึ้น
มีพระเถระทางเหนือช่วยปลุกเสกด้วย
และเมื่อทำด้วยตัวเองแล้ว ก็ได้อาราธนาพระเถระผู้ทรงวิทยาคมในภาคเหนือหลายรูปมาช่วยปลุกเสกให้เมื่อเดือนสิงหาคม จึงได้นำออกแจกจ่ายแก่ทหารทางภาคเหนือ ปรากฏว่าได้ผลดี
มีฐานปฏิบัติการบางแห่งที่ทหารรับผ้ายันต์ไปแล้ว ถูกถล่มด้วยปืน ค. และจรวดฐานแหลกหมด แต่ทหารในฐานปลอดภัยทุกคน ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม คนเราเมื่อถึงกำหนดจะต้องอสัญกรรมแล้วก็หนีความตายไม่พ้น แม้แต่ผู้บรรยายหรือผู้ทำผ้ายันต์นี้ก็ต้องตาย
อานุภาพของผ้ายันต์
ผ้ายันต์นี้จะช่วยได้ก็เพียงแต่ว่า หากเรามีเคราะห์กรรมจากอดีต เช่น เคยทำปาณาติบาต แรงอุปฆาตกรรม จะมาตัดรอนชีวิตเราให้หมดไปในเวลาอันไม่สมควร หากเรามีเคราะห์ถึงฆาตอย่างนี้ ผ้ายันต์จะช่วยให้เคราะห์เบาบางลง เพียงแค่ให้เราบาดเจ็บไม่ถึงตาย
หากเคราะห์เราไม่ถึงฆาต เพียงแต่มีเคราะห์จะได้รับบาดเจ็บ ยันต์นี้จะช่วยไม่ให้เราบาดเจ็บเลย แม้แต่ถูกปืนหรือสะเก็ดระเบิดก็จะไม่ทำให้เราเสียเลือดแม้แต่หยดเดียว ลูกปืนที่มากระทบเราจะมีค่าเท่ากับแมลงตัวหนึ่งบินมาปะทะเท่านั้น
ขอให้ทุกท่านถือว่า ยันต์ธงมหาพิชัยสงคราม เป็นสิ่งสำคัญที่สุด สำคัญกว่า "เหรียญเอกราช" ที่ได้รับแจกไป
ถ้านำไปใช้ในทางที่ผิดจะไม่มีผล
และทั้งธงและเหรียญจะไม่มีผลในทางป้องกันตัวเลย หากเรานำไปใช้ในทางที่ผิดคิดมิชอบ หรือยิ่งคนที่คิดคดทรยศต่อชาติบ้านเมืองด้วยแล้ว อาตมาอยากให้เขามารับโดยเร็ว เพราะเหรียญและธงจะช่วยสนับสนุนให้เขาประสบความวิบัติเร็วเข้า
มีอยู่รายหนึ่งมาขอผ้ายันต์จากอาตมา อาตมาไม่ให้เพราะเกรงว่าเขาจะนำไปใช้ในทางที่ผิด จะทำให้ชีวิตเขาสั้นเข้า
แต่เขารับรองตนเองเช่นนั้น อาตมาก็มอบให้ไป และได้ทราบต่อมาภายหลังว่า เขานำผ้ายันต์ไปใช้ในทางที่ผิดตามที่อาตมาคาดการณ์ไว้ ผลที่สุดเขาก็ถูกยิงตาย
สุดท้ายนี้ ขอตั้งจิตอธิษฐาน ด้วยอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย จงดลบันดาลให้ทหารทุกคน จงมีความสุขความเจริญและปลอดภัย ชนะข้าศึกตลอดกาล..สวัสดี.
(อ้างอิงจากหนังสือธัมมวิโมกข์ ปีที่ ๒๙ ฉบับที่ ๓๒๐ ประจำเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐ หน้า ๔๓-๕๒ "ธรรมกถา")
อ้างอิง : http://sites.google.com/site/sphrathewtheph/-41
วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
หลินจือเห็ดมหัศจรรย์
เห็ดหลินจือ จัดเป็นเห็ดกระด้างที่มีโครงสร้างคล้ายเนื้อไม้ พบอยู่ทั่วไปตามต้นไม้ผุที่มีความชื้นสูงพอสมควร เห็ดจือเป็นที่รู้จักกันอย่างดีในหมู่คนจีนมานาน นับเป็นพันปีมาแล้ว เห็ดหลินจือมีชื่อดั้งเดิมในประเทศจีนว่า หญ้านางฟ้า เป็นเห็ดที่มีคุณภาพสูงในการใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรค การแพทย์แผนปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่า เห็ดหลินจือมีผลต่อการบรรเทาโรคบางชนิด เช่น ทางสมอง หัวใจ ทางเดินหายใจ หลอดลม กระเพาะลำไส้ หืดหอบ เป็นต้น และมีผลงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าธาตุอาหารที่หายากชนิดหนึ่ง คือ Germanium (GE) ที่มีอยู่ในเห็ดหลินจือ เป็นธาตุอาหารที่สำคัญมากต่อมนุษย์ มีคุณสมบัติในทางช่วยเร่งเมตตาโบลิซึมของร่างกาย ทำให้แก่ช้าลงและยังมี Polysaccharide บางชนิดซึ่งช่วยเสริมสร้างความต้านทานโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง
ลักษณะทั่วไปของเห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือเป็นเชื้อราชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ตามต้นไม้ที่เน่าเปื่อย ผุพัง พบอยู่ทั่วไป ระดับความสูงตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนำระทั่งสูงกว่า 1,000 เมตร อุณหภูมิระหว่าง 8 – 38 องศาเซลเซียส ต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส เส้นใยและดอกยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้แต่ไม่เจริญเติบโต เมื่ออากาศเริ่มอุ่นขึ้นก็สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ เห็ดหลินจือมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามภาษาเรียก ประเทศจีนเรียกว่า หลิงชิง หรือหลินจือ แปลว่า สุดยอดของต้นไม้วิเศษ สำหรับประเทศไทยเรียกว่า เห็ดกระด้าง เห็ดหั้งขอ เห็ดนางกวัก เห็ดแม่เบี้ยงูเห่า เห็ดจวักงู เห็ดมะพร้าว แล้วยังแบ่งแยกไปตามชนิดของเห็ด ได้แก่
ดอกสีเขียว เรียกว่า ชิงจือ มีรสชาติขมเล็กน้อย มักพบในบริเวณที่มีอากาศหนาวเย็นใช้ในการรักษาโรคหัวใจ
ดอกสีแดง เรียกว่า ฉื้อจือหรือต้นจืน มีรสขม ใช้เป็นยาแก้การแน่นหน้าอก เลือดตกค้าง บำรุงหัวใจ สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้เรื้อรัง ช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยที่เป็นโรคสมองเสื่อม โรคเบาหวาน
ดอกสีเหลือง เรียกว่า หวงจือหรือจีนจือ มีรสชาติหวานจืด มีสรรพคุณในการบำรุงประสาท บำรุงร่างกาย ระบบขับถ่ายให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น
ดอกสีขาว เรียกว่า ไป่จือหรือวีจือ มีรสชาติฉุน ขมเล็กน้อย มีสรรพคุณในการแก้โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ปอด จมูก ทำให้หายใจคล่อง
ดอกสีดำ เรียกว่า เฮจือหรือเสียนจือ มีรสชาติเค็มเล็กน้อยไม่ขม มีสรรพคุณในการขับน้ำตกค้างในร่างกาย บำรุงไต ขับปัสสาวะ
ดอกสีม่วง เรียกว่า จื่อจือหรือสีซ๊อคโกแลต มีรสชาติขมเล็กน้อย มีสรรพคุณรักษาโรคไขข้ออักเสบ หูอักเสบ
คุณสมบัติทางยาของเห็ดหลินจือ
คุณสมบัติที่น่าสนใจ คือ คุณสมบัติในด้านการบำรุงร่างกายและทางยาเท่านั้นเพราะตัวของเห็ดเองมีลักษณะแข็งแบบเนื้อไม้ ไม่มีกลิ่น บางชนิดยังมีรสขม หวานหรือเปรี้ยว หรือไม่มีรส ชาวจีนนับว่าเป็นชาติแรกที่รู้จักวิธีการใช้เห็ดหลินจือเป็นยาอายุวัฒนะ ป้องกันและรักษาโรคมากมายหลายชนิด
ปัจจุบันได้มีการวิจัยทางคุณสมบัติของเห็ดหลินจือ พบว่า เห็ดหลินจือมีสารประกอบหลายชนิดที่มีคุณสมบัติทางยา อาทิเช่น
สาร Ganoderic & Lucidic Acid (Polysaecharideof Pentose) สารชนิดนี้เป็นสารที่มีโมเลกุลใหญ่ของน้ำตาลแพนโตส มีรสขม เป็นสารที่มีอยู่ในเห็ดหลินจือ และเห็ดทั่วไป มีส่วนกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารอินเตอร์เฟรอน สารชนิดนี้จะไปกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันการเข้าทำลายเนื้องอก หรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกยางชนิดได้ รวมทั้งโรคไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่
เนื่องจากสาร Ganoderic & Lucidic Acid (Polysaecharideof Pentose เป็นสารที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ร่างกายนำเอาไปใช้ลำบาก แต่สารแดสคอร์บิก แอซิด หรือวิตามินซี จะช่วยลดขนาดของสาร Ganoderic & Lucidic Acid ลงทำให้ร่างกายดูดเอาไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้นในการรับประทานนิยมใส่วิตามินซีเข้าไปในปริมาณ 100 มิลลิกรัม ต่อ เห็ด 5 – 10 กรัม
สารอิริตาดีนีน (Eritadenine)สารชนิดนี้มีอยู่ในเห็ดต่าง ๆ ทั่วไปแต่มีอยู่ในเห็ดหลินจือกับเห็ดฟางเป็นจำนวนมาก สารอิริตาดินีน มีคุณสมบัติในการละลายไขมันในเส้นเลือด
สารเจอมาเนียม Gemanium (Ge) เป็นสารที่สำคัญที่สุดที่มีอยู่ในโสมราคาแพง เป็นสารที่ช่วยบำรุงร่างกาย ทำให้ระบบเลือดหมุนเวียนได้สะดวก ทำให้เม็ดเลือดแดงดูดซึมเอากาซออกซิเจน อย่างมีประสิทธิ ช่วยสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย ช่วยให้หายจากการอ่อนเพลียได้เร็ว บำรุงประสาท ไม่เครียดง่าย เป็นยาอายุวัฒนะ ปริมาณของสารมาเนียในเห็ด หลินจือจะมีสารเจอมาเนียอยู่ระหว่าง 800 – 2,000 ส่วนในล้านมีมากกว่าในโสมหลายเท่า
อ้างอิง : http://irrigation.rid.go.th/rid1/HongKhrai/linjuee.htm
--------------------
โรคไต เป็นโรคที่หลายๆ คนคิดว่าไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากกว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ก็เมื่ออาการเริ่มหนักแล้ว ดังนั้น ทางที่ดีการไปตรวจร่างกายเป็นประจำจะช่วยให้เราทราบได้ว่าเราเป็นโรคไตหรือไม่ หากเป็นในระยะเริ่มแรกนั้นก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ไม่ยาก โรคไตมีหลายชนิดด้วยกันไม่ว่าจะเป็นโรคไตที่เกิดกับเด็ก โรคไตที่เกิดจากโรคเบาหวาน และอีกหลายชนิดรวมทั้งโรคไตเรื้อรังชนิดเนฟโฟรสิสด้วย
ทั้งนี้ นักวิจัยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)พบว่าสมุนไพรเห็ดหลินจือ ช่วยลดอาการไข่ขาวรั่วในปัสสาวะของผู้ป่วยโรคไตได้ นับว่าเป็นอีกหนทางหนึ่งในการรักษาป้องกันผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะไตวายได้เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องทรมานและยังเป็นการลดภาระค่ารักษาอีกด้วย
รศ.พญ.ดร.นริสา ฟูตระกูล ภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงผลงานวิจัยว่า จากอดีตจนถึงปัจจุบันหนทางการรักษาที่ดีที่สุดทำได้แค่ชะลอความตายของเนื้อไตให้ช้าลงด้วยการใช้ยาประเภทกดภูมิคุ้มกัน เช่น สเตีย ลอยด์ เนื่องจากมีความเชื่อว่าอาการที่พบนี้เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ แต่ยาประเภทนี้สามารถลดภาวะอาการไข่ขาวรั่วในปัสสาวะผู้ป่วยได้บางกลุ่มเท่านั้น
ทั้งนี้ การนำเห็ดหลินจือ (Ganoderma lucidum) มาวิจัยเพื่อประยุกต์แก้ปัญหาในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเนฟโฟรสิสชนิด focal segmentel sclerosis (FSGS) ซึ่งแต่เดิมจะใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ซึ่งมีข้อเสียที่ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน จึงหาทางเลือกใหม่ที่ปลอดภัยกว่า ซึ่งจากการค้นคว้าตำรับยาโบราณและเอกสารการวิจัยอ้างว่า เห็ดหลินจือ มีบทบาทเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันจึงได้นำมาวิจัย
กล่าวคือ นำตัวยาสกัดเห็ดหลินจือใช้ร่วมกับยาขยายหลอดเลือด กับผู้ป่วยไตเรื้อรังที่มีอาการไข่ขาวรั่วในปัสสาวะต่อเนื่องมานาน 5-10 ปี ซึ่งกำลังอยู่ในภาวะไตเสื่อมถอยลงอย่างช้าๆ ผลที่ได้หลังจากให้ยาประมาณ1ปี พบว่าผู้ป่วยหลังจากได้รับยาขยายหลอดเลือดและสมุนไพรร่วมกัน ไตมีการทำงานดีขึ้น ปริมาณเลือดที่หล่อเลี้ยงไตเพิ่มขึ้น สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือมีภาวะไข่ขาวรั่วในปัสสาวะลดลง ซึ่งนับว่าเป็นการรักษาที่สามารถฟื้นฟูสมรรถภาพของไตให้ดีขึ้นกว่าเดิม แตกต่างไปจากการรักษาทั่วไป ที่ทำได้ดีที่สุดแค่ชะลอการตายของเนื้อไตให้ช้าลงเท่านั้น
“โรคไตเรื้อรังเนฟโฟรสิสชนิด FSGS คือกลุ่มผู้ป่วยโรคไตที่มีอาการบวม โดยจะพบภาวะไข่ขาวรั่วในปัสสาวะออกมามากเกินปริมาณมากกว่าประมาณ3.5กรัม/วัน เป็นภาวะที่ร่างกายสูญเสียโปรตีนเมื่อไข่ขาวรั่วออกมาในปัสสาวะมากๆก็จะทำให้โปรตีนในเลือดต่ำ เลือดในร่างกายจะพร่อง ข้นหนืด การหมุนเวียนในเลือดก็ไม่เพียงพอก่อให้เกิดการอุดตัน และยังมีภาวะเมตาบอลิกของไขมันผิดปกติ ไขมันในเลือดสูง จะทำให้ไตมีการอักเสบ เสื่อมและถูกทำลายเข้าสู่ภาวะไตวายในที่สุด”
“สำหรับยาที่สกัดจากเห็ดหลินจือที่ใช้รักษาโรคไตเรื้อรังนั้น ยังไม่มีวางขาย แต่หากจะซื้อยาที่สกัดจากเห็ดหลินจือเพื่อเป็นการบำรุงก็สามารถหารับประทานได้ แต่เพื่อการรักษานั้นต้องดูที่ปริมาณสารที่สกัดว่ามีส่วนผสมที่เท่ากันกับที่วิจัยหรือไม่ก่อน”
ส่วนงานวิจัยที่กำลังศึกษาต่อไป คือการศึกษากลไกการทำลายไตในโรคไตเรื้อรังชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มไตอักเสบจากเบากวาน ที่เป็นเหตุสำคัญอันดับหนึ่งของภาวะไตวายเรื้อรั้งขั้นสุดท้าย และดัชนีความผิดปกติของโรคแต่เนิ่น จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ลักษณะทั่วไปของเห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือเป็นเชื้อราชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ตามต้นไม้ที่เน่าเปื่อย ผุพัง พบอยู่ทั่วไป ระดับความสูงตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนำระทั่งสูงกว่า 1,000 เมตร อุณหภูมิระหว่าง 8 – 38 องศาเซลเซียส ต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส เส้นใยและดอกยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้แต่ไม่เจริญเติบโต เมื่ออากาศเริ่มอุ่นขึ้นก็สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ เห็ดหลินจือมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามภาษาเรียก ประเทศจีนเรียกว่า หลิงชิง หรือหลินจือ แปลว่า สุดยอดของต้นไม้วิเศษ สำหรับประเทศไทยเรียกว่า เห็ดกระด้าง เห็ดหั้งขอ เห็ดนางกวัก เห็ดแม่เบี้ยงูเห่า เห็ดจวักงู เห็ดมะพร้าว แล้วยังแบ่งแยกไปตามชนิดของเห็ด ได้แก่
ดอกสีเขียว เรียกว่า ชิงจือ มีรสชาติขมเล็กน้อย มักพบในบริเวณที่มีอากาศหนาวเย็นใช้ในการรักษาโรคหัวใจ
ดอกสีแดง เรียกว่า ฉื้อจือหรือต้นจืน มีรสขม ใช้เป็นยาแก้การแน่นหน้าอก เลือดตกค้าง บำรุงหัวใจ สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้เรื้อรัง ช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยที่เป็นโรคสมองเสื่อม โรคเบาหวาน
ดอกสีเหลือง เรียกว่า หวงจือหรือจีนจือ มีรสชาติหวานจืด มีสรรพคุณในการบำรุงประสาท บำรุงร่างกาย ระบบขับถ่ายให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น
ดอกสีขาว เรียกว่า ไป่จือหรือวีจือ มีรสชาติฉุน ขมเล็กน้อย มีสรรพคุณในการแก้โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ปอด จมูก ทำให้หายใจคล่อง
ดอกสีดำ เรียกว่า เฮจือหรือเสียนจือ มีรสชาติเค็มเล็กน้อยไม่ขม มีสรรพคุณในการขับน้ำตกค้างในร่างกาย บำรุงไต ขับปัสสาวะ
ดอกสีม่วง เรียกว่า จื่อจือหรือสีซ๊อคโกแลต มีรสชาติขมเล็กน้อย มีสรรพคุณรักษาโรคไขข้ออักเสบ หูอักเสบ
คุณสมบัติทางยาของเห็ดหลินจือ
คุณสมบัติที่น่าสนใจ คือ คุณสมบัติในด้านการบำรุงร่างกายและทางยาเท่านั้นเพราะตัวของเห็ดเองมีลักษณะแข็งแบบเนื้อไม้ ไม่มีกลิ่น บางชนิดยังมีรสขม หวานหรือเปรี้ยว หรือไม่มีรส ชาวจีนนับว่าเป็นชาติแรกที่รู้จักวิธีการใช้เห็ดหลินจือเป็นยาอายุวัฒนะ ป้องกันและรักษาโรคมากมายหลายชนิด
ปัจจุบันได้มีการวิจัยทางคุณสมบัติของเห็ดหลินจือ พบว่า เห็ดหลินจือมีสารประกอบหลายชนิดที่มีคุณสมบัติทางยา อาทิเช่น
สาร Ganoderic & Lucidic Acid (Polysaecharideof Pentose) สารชนิดนี้เป็นสารที่มีโมเลกุลใหญ่ของน้ำตาลแพนโตส มีรสขม เป็นสารที่มีอยู่ในเห็ดหลินจือ และเห็ดทั่วไป มีส่วนกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารอินเตอร์เฟรอน สารชนิดนี้จะไปกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันการเข้าทำลายเนื้องอก หรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกยางชนิดได้ รวมทั้งโรคไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่
เนื่องจากสาร Ganoderic & Lucidic Acid (Polysaecharideof Pentose เป็นสารที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ร่างกายนำเอาไปใช้ลำบาก แต่สารแดสคอร์บิก แอซิด หรือวิตามินซี จะช่วยลดขนาดของสาร Ganoderic & Lucidic Acid ลงทำให้ร่างกายดูดเอาไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้นในการรับประทานนิยมใส่วิตามินซีเข้าไปในปริมาณ 100 มิลลิกรัม ต่อ เห็ด 5 – 10 กรัม
สารอิริตาดีนีน (Eritadenine)สารชนิดนี้มีอยู่ในเห็ดต่าง ๆ ทั่วไปแต่มีอยู่ในเห็ดหลินจือกับเห็ดฟางเป็นจำนวนมาก สารอิริตาดินีน มีคุณสมบัติในการละลายไขมันในเส้นเลือด
สารเจอมาเนียม Gemanium (Ge) เป็นสารที่สำคัญที่สุดที่มีอยู่ในโสมราคาแพง เป็นสารที่ช่วยบำรุงร่างกาย ทำให้ระบบเลือดหมุนเวียนได้สะดวก ทำให้เม็ดเลือดแดงดูดซึมเอากาซออกซิเจน อย่างมีประสิทธิ ช่วยสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย ช่วยให้หายจากการอ่อนเพลียได้เร็ว บำรุงประสาท ไม่เครียดง่าย เป็นยาอายุวัฒนะ ปริมาณของสารมาเนียในเห็ด หลินจือจะมีสารเจอมาเนียอยู่ระหว่าง 800 – 2,000 ส่วนในล้านมีมากกว่าในโสมหลายเท่า
อ้างอิง : http://irrigation.rid.go.th/rid1/HongKhrai/linjuee.htm
--------------------
โรคไต เป็นโรคที่หลายๆ คนคิดว่าไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากกว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ก็เมื่ออาการเริ่มหนักแล้ว ดังนั้น ทางที่ดีการไปตรวจร่างกายเป็นประจำจะช่วยให้เราทราบได้ว่าเราเป็นโรคไตหรือไม่ หากเป็นในระยะเริ่มแรกนั้นก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ไม่ยาก โรคไตมีหลายชนิดด้วยกันไม่ว่าจะเป็นโรคไตที่เกิดกับเด็ก โรคไตที่เกิดจากโรคเบาหวาน และอีกหลายชนิดรวมทั้งโรคไตเรื้อรังชนิดเนฟโฟรสิสด้วย
ทั้งนี้ นักวิจัยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)พบว่าสมุนไพรเห็ดหลินจือ ช่วยลดอาการไข่ขาวรั่วในปัสสาวะของผู้ป่วยโรคไตได้ นับว่าเป็นอีกหนทางหนึ่งในการรักษาป้องกันผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะไตวายได้เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องทรมานและยังเป็นการลดภาระค่ารักษาอีกด้วย
รศ.พญ.ดร.นริสา ฟูตระกูล ภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงผลงานวิจัยว่า จากอดีตจนถึงปัจจุบันหนทางการรักษาที่ดีที่สุดทำได้แค่ชะลอความตายของเนื้อไตให้ช้าลงด้วยการใช้ยาประเภทกดภูมิคุ้มกัน เช่น สเตีย ลอยด์ เนื่องจากมีความเชื่อว่าอาการที่พบนี้เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ แต่ยาประเภทนี้สามารถลดภาวะอาการไข่ขาวรั่วในปัสสาวะผู้ป่วยได้บางกลุ่มเท่านั้น
ทั้งนี้ การนำเห็ดหลินจือ (Ganoderma lucidum) มาวิจัยเพื่อประยุกต์แก้ปัญหาในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเนฟโฟรสิสชนิด focal segmentel sclerosis (FSGS) ซึ่งแต่เดิมจะใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ซึ่งมีข้อเสียที่ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน จึงหาทางเลือกใหม่ที่ปลอดภัยกว่า ซึ่งจากการค้นคว้าตำรับยาโบราณและเอกสารการวิจัยอ้างว่า เห็ดหลินจือ มีบทบาทเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันจึงได้นำมาวิจัย
กล่าวคือ นำตัวยาสกัดเห็ดหลินจือใช้ร่วมกับยาขยายหลอดเลือด กับผู้ป่วยไตเรื้อรังที่มีอาการไข่ขาวรั่วในปัสสาวะต่อเนื่องมานาน 5-10 ปี ซึ่งกำลังอยู่ในภาวะไตเสื่อมถอยลงอย่างช้าๆ ผลที่ได้หลังจากให้ยาประมาณ1ปี พบว่าผู้ป่วยหลังจากได้รับยาขยายหลอดเลือดและสมุนไพรร่วมกัน ไตมีการทำงานดีขึ้น ปริมาณเลือดที่หล่อเลี้ยงไตเพิ่มขึ้น สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือมีภาวะไข่ขาวรั่วในปัสสาวะลดลง ซึ่งนับว่าเป็นการรักษาที่สามารถฟื้นฟูสมรรถภาพของไตให้ดีขึ้นกว่าเดิม แตกต่างไปจากการรักษาทั่วไป ที่ทำได้ดีที่สุดแค่ชะลอการตายของเนื้อไตให้ช้าลงเท่านั้น
“โรคไตเรื้อรังเนฟโฟรสิสชนิด FSGS คือกลุ่มผู้ป่วยโรคไตที่มีอาการบวม โดยจะพบภาวะไข่ขาวรั่วในปัสสาวะออกมามากเกินปริมาณมากกว่าประมาณ3.5กรัม/วัน เป็นภาวะที่ร่างกายสูญเสียโปรตีนเมื่อไข่ขาวรั่วออกมาในปัสสาวะมากๆก็จะทำให้โปรตีนในเลือดต่ำ เลือดในร่างกายจะพร่อง ข้นหนืด การหมุนเวียนในเลือดก็ไม่เพียงพอก่อให้เกิดการอุดตัน และยังมีภาวะเมตาบอลิกของไขมันผิดปกติ ไขมันในเลือดสูง จะทำให้ไตมีการอักเสบ เสื่อมและถูกทำลายเข้าสู่ภาวะไตวายในที่สุด”
“สำหรับยาที่สกัดจากเห็ดหลินจือที่ใช้รักษาโรคไตเรื้อรังนั้น ยังไม่มีวางขาย แต่หากจะซื้อยาที่สกัดจากเห็ดหลินจือเพื่อเป็นการบำรุงก็สามารถหารับประทานได้ แต่เพื่อการรักษานั้นต้องดูที่ปริมาณสารที่สกัดว่ามีส่วนผสมที่เท่ากันกับที่วิจัยหรือไม่ก่อน”
ส่วนงานวิจัยที่กำลังศึกษาต่อไป คือการศึกษากลไกการทำลายไตในโรคไตเรื้อรังชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มไตอักเสบจากเบากวาน ที่เป็นเหตุสำคัญอันดับหนึ่งของภาวะไตวายเรื้อรั้งขั้นสุดท้าย และดัชนีความผิดปกติของโรคแต่เนิ่น จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)